ผู้หญิงอย่าหยุดดูแลตัวเอง

ทริคดูแลสุขภาพผู้หญิงตามวัย

วันนี้เรานำบทความที่เสนอหลากปัญหาและทางแก้ของระบบต่างๆ ในผู้หญิง โดยเน้นไปที่6 ระบบใหญ่ได้แก่ ระบบทางเดินหายใจ ระบบสมองและประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบสืบพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน และ ระบบย่อยและระบบขับถ่าย มาหาวิธีดูแลและฟื้นฟูไปพร้อมๆกันมาฝากค่ะ ไปดูกันเลยดีว่าวัยไหนควรดูแลตัวเองอย่างไร

ผู้หญิงวัย 20+
สาวๆ วัยนี้ควรฟังให้ดี เนื่องจากสมองของคนวัยนี้ยังทำงานไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเซลล์สมองยังไม่แข็งแรงจึงเชื่อมโยงจากเซลล์หนึ่งสู่เซลล์หนึ่งไม่เต็มที่ เนื่องจากยังขาดการกระตุ้นด้วยการเรียนรู้และฝึกฝนเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเวลานาน สมองคนวัยหนุ่มสาวจึงต้องการความรู้และการการฝึกฝนทักษะต่างๆ ให้มากที่สุด เพื่อวางรากฐานความแข็งแรงของเซลล์สมองในวัยต่อไป

  • พฤติกรรมเสริมกำลังสมอง
    ควรมีการเรียนรู้ตลอดเวลา โดยไม่จำกัดเฉพาะความรู้ในห้องเรียน รับประทานอาหารบำรุงสมอง เช่น อาหารที่มีโอเมก้า-3 มาก เช่น เนื้อปลา พฤติกรรมทำลายสมอง การปล่อยให้สมองไม่ทำงาน เช่น ไม่เรียนหนังสือหรือหาวิชาความรู้ด้านอื่น การใช้ยาเสพติด การดื่มแอลกฮอล์ และการสูบบุหรี่

ผู้หญิงวัย 35+
วัยนี้เป็นวัยแห่งการสร้างเสริม เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนสมองจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านคือ เริ่มมีอาการเฉื่อยชา สามารถเรียนรู้เรื่องใหม่และจดจำได้น้อยลง แต่มีความคิดสร้างสรรค์และการวางแผนมากขึ้น เนื่องจากเป็นทักษะที่ใช้บ่อยในการทำงาน สิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพสมองในช่วงวัยนี้คือ ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างไม่หยุดนิ่ง ลดปัจจัยทำลายสมอง และเพิ่มปัจจัยเสริมความแข็งแรงของเซลล์สมอง

  • พฤติกรรมเสริมกำลังสมอง
    ผู้หญิงวัยนี้ควรสร้างความแปลกใหม่ให้ชีวิตและการทำงาน เซลล์สมองจะเชื่อมโยงกันมากขึ้นเมื่อเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ งานอดิเรก หางานอดิเรกหรือกิจกรรมแปลกใหม่ทำในวันหยุด เช่น วาดรูป ท่องเที่ยวในสถานที่แปลกใหม่ เพราะการไปในที่ที่ไม่เคยไปช่วยพัฒนาสมองหลายส่วน พฤติกรรมทำลายสมอง การนอนดึก ทำให้เซลล์สมองไม่ได้พักและเสื่อมง่าย วิถีชีวิตและการทำงานที่จำเจ แบบแผนชีวิตที่เหมือนกันทุกวัน ส่งผลให้เซลล์สมองขาดการกระตุ้นการเชื่อมโยง

ผู้หญิงวัย 50+
สำหรับวัยลายคราม วัยแห่งการปลุกเซลล์สมอง เพราะเซลล์สมองเหลือน้อย การเชื่อมโยงประสาทเป็นไปอย่างเชื่องช้า และการทำงานประสานกันของสมองทั้งสองซีกเป็นไปอย่างยากลำบาก ทำให้ความคิดความอ่านไม่ว่องไว ในบางคนอาจจดจำสิ่งใหม่ไม่ได้ แต่จดจำเรื่องราวในอดีตได้แม่นยำ เพราะเซลล์ประสาทส่วนนั้นเชื่อมโยงและฝังแน่นมานาน การดูแลสมองในวัยนี้จึงควรใช้วิธีออกกำลังสมองให้แข็งแรงสมองให้แข็งแรงเพื่อชะลอความเสื่อมของเซลล์ในประสาทส่วนที่ไม่ได้ใช้ ขณะเดียวกันก็ทำให้เซลล์ในประสาทส่วนที่ใช้บ่อยยิ่งทำงานได้ดี ซึ่งช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมได้

  • พฤติกรรมเสริมกำลังสมอง
    ในวัยนี้ควรออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายแบบต่อเนื่องให้ได้อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 40 นาที เช่น รำกระบอง โยคะ ไทเก็ก ไทชิ เป็นต้น เพื่อให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงสมองได้ดี การเข้าสังคม การทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนหรือครอบครัวช่วยทำให้อารมณ์ดีและฝึกฝนสมองหลายๆส่วน เช่น พูดคุย เล่นหมากรุก เป็นอาสาสมัครทำงานให้กับหน่วยงานหรือชุมชน และทำงานพิเศษ หากิจกรรมทำยามว่าง เพราะการอยู่เฉยๆโดยไม่คิดอะไรจะทำให้เซลล์สมองตายอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมทำลายสมอง ความเครียด
    ที่สำคัญการรับประทานอาหารไม่ครบหมู่ การรับประทานอาหารมากไปหรือน้อยไปจะทำให้ขาดวิตามินและสารอาหารบางชนด เช่น วิตามินบี 12 และ บี1 จนเกิดภาวะสมองเสื่อม การรับประทานยาที่ออกฤทธิ์กดสมอง เช่น ยานอนหลับ ยาคลายเครียด

เรื่องกินเรื่องใหญ่ กินไขมัน ให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกาย

“ไขมัน” เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ต้องได้รับในปริมาณที่พอดี ไม่มากจนเกินไป ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับโทษ มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน เกิดโรคอ้วน หรือ มีปัญหาเรื่องไขมันอุดตันในหลอดเลือด และไม่เพียงแต่ปริมาณไขมันที่ได้รับเท่านั้นที่ส่งผลต่อร่างกาย เพราะชนิดของไขมันก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเลือกรับประทานไขมันชนิดที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากโรคต่าง ๆ ได้

ชนิดของไขมัน

ชนิดของไขมัน แบ่งออกเป็น

  • คอเลสเตอรอล อยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ของสัตว์ เช่น นม เนย
  • ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันหลักที่เรารับประทานจากอาหาร แบ่งเป็น

– ไขมันอิ่มตัว อาทิ ไขมันจากสัตว์ ไขมันจากนม เนย ชีส และจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว กะทิเป็นต้น

– ไขมันไม่อิ่มตัว

-ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว คือไขมันที่ภายในโมเลกุลมีพันธะคู่อยู่ตำแหน่งเดียว พบได้ในน้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนล่า น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดชา

– ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน คือไขมันที่ภายในโมเลกุลมีพันธะคู่อยู่หลายตำแหน่ง พบได้ในน้ำมันพืชทั่วไป เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันงา เป็นต้น

โดยทั่วไปในน้ำมันหนึ่งชนิด จะประกอบไปด้วยกรดไขมันหลายชนิดรวมกันแต่เรามักเรียกชนิดของไขมันตามองค์ประกอบหลักของไขมันนั้น

ประโยชน์ของไขมัน

  • ให้พลังงานกับร่างกาย
  • ช่วยในการดูดซึมวิตามิน A D E K
  • ช่วยในการสร้างฮอร์โมนบางชนิด

โทษของไขมัน

หากกินในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้เกิดน้ำหนักเกิน หรือ เกิดโรคอ้วนได้
ทำให้เกิดโรคบางอย่าง อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง

การรับประทานไขมันที่ดีต่อร่างกาย

  • รับประทานไขมันในปริมาณที่พอดีกับความต้องการของร่างกาย
  • รับประทานไขมันธรรมชาติ โดยควรรับประทานไขมันไม่อิ่มตัวเป็นหลัก
  • ไขมันที่ดีที่สุดคือไขมันจากพืช ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในระยะยาว
  • ไขมันที่ควรหลีกเลี่ยงคือไขมันทรานส์ เพราะส่งผลเสียต่อร่างกายมากที่สุด

รู้จักกับไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์ คือ การนำเอาไขมันไม่อิ่มตัวไปเติมไฮโดรเจนบางส่วนในระบบอุตสาหกรรม ทำให้สถานะของไขมันเปลี่ยนจากของเหลวไปเป็นของแข็ง ข้อดีคือทำให้ต้นทุนต่ำลง และสามารถเก็บได้นานขึ้น แต่ส่งผลเสียต่อร่างกายหลายประการ โดยเฉพาะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง ทำให้ระดับไขมัน LDL ในหลอดเลือดสูงขึ้น และลดระดับไขมัน HDL ให้ต่ำลง นอกจากโรคหลอดเลือดแล้วยังส่งผลต่อความจำ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอัลไซเมอร์ และทำให้แก่ก่อนวัยอันควร แหล่งอาหารที่พบไขมันมันทรานส์ได้บ่อย คือ เบเกอรี่หรืออาหารที่มีองค์ประกอบของเนยเทียมหรือเนยขาวที่ผลิตโดยอาศัยขบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ในน้ำมันพืชที่เราใช้ในการประกอบอาหารทั่วไปไม่ได้มีองค์ประกอบของไขมันทรานส์