กินวิตามินตอนไหนถึงจะให้ผลดีที่สุด ?

กินวิตามินตอนไหนถึงจะให้ผลดีที่สุด ?
โดยทั่วไปแล้ววิตามินมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ละลายในน้ำ และกลุ่มที่ละลายในไขมัน ซึ่งเวลาไหนควรกินไม่ควรกิน กินเวลาไหนจะให้ผลดีกว่ากันก็มีความแตกต่างกัน มาดูกันดีกว่าว่ากินยังไงกินกันตอนไหนบ้างถึงดี

วิตามินกลุ่มละลายในไขมัน
• วิตามินเอ หากรับประทานวิตามินเอจะช่วยในเรื่องของระบบสายตา และเสริมสร้างเนื้อเยื่อ
• วิตามินอี ซึ่งดูแลเรื่องเม็ดเลือดแดงและผิวหนัง
• วิตามินดี
• วิตามินเค
• วิตามินเสริมอย่าง Co Q10
วิตามินเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปแคปซูลนิ่ม (Soft Gelatin Capsule) เปลือกแคปซูลของมันจะถูกออกแบบมาให้นิ่มสามารถแตกได้ง่าย จึงเหมาะกับการที่จะกินหลังอาหารให้วิตามินแตกตัวจะละลายไปกับไขมันในอาหารแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
กลุ่มวิตามินละลายได้ดีในไขมัน ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินอี รวมถึงวิตามินตัวอื่น ๆ มีคำแนะนำจากแพทย์ว่าให้กินหลังอาหารจะดีที่สุด เนื่องจากร่างกายจะสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าการกินในช่วงท้องว่าง

วิตามินกลุ่มละลายในน้ำ
• วิตามินซี ที่สาวๆ ชอบทานมีส่วนช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสเปล่งปลั่ง และทุกคนนิยมทานเพื่อช่วยป้องกันไข้หวัดได้ด้วย ดังนั้นจึงเหมาะที่จะช่วงเวลาไหนก็ได้ แต่แนะนำว่าควรกินในเวลาเดียวกันของทุกๆ วัน จะได้ผลมากที่สุด
• วิตามินบีรวม วิตามินบีมีอยู่หลายชนิด ได้แก่
o วิตามินบี 1 ช่วยบำรุงประสาท
o วิตามินบี 2 ช่วยบำรุงผิวพรรณ
o วิตามินบี 3 ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล และดูแลเรื่องระบบย่อยอาหาร
o วิตามินบี 5 ช่วยให้ลดความตึงเครียด
o วิตามินบี 9 หรือกรดโฟลิก ช่วยชะลอการหงอกของเส้นผมและบำรุงผิวพรรณ
การกินวิตามินบีรวมควรกินโดยไม่แยกชนิด เพราะจะส่งเสริมออกฤทธิ์ได้ดีกว่า ช่วงเวลาในการกินนั้นควรเป็น 30-60 นาที ก่อนทานอาหาร เพราะร่างกายจะดูดซึมไปใช้ได้ทีที่สุด
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น หรือ Grape Seed สามารถกินพร้อมน้ำเปล่าเวลาไหนก็ได้ แต่ควรเป็นเวลาเดียวกันกับที่กินในทุก ๆ วัน

หน้าฝน ป่วยง่าย ไม่สบายง่าย ควรระวัง

เมื่อเข้าหน้าฝน การเจ็บไข้ไม่สบายก็ดูเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะเป็นอีกฤดูหนึ่งที่โรคอันตรายนั้นสามารถแพร่เชื้อได้ง่าย เพราะด้วยความชื้น และอากาศที่ร้อนอบอ้าว จึงเป็นช่วงที่เชื้อโรค ไวรัส และแบคทีเรียต่างๆ เจริญเติบโตได้ดี อีกทั้งโรคติดต่อที่มากับฝนก็มีมากมายเช่นกัน นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค จึงออกเตือนประชาชนชาวไทยให้ระมัดระวังกลุ่มโรคที่อาจพบได้ในช่วงฤดูฝน ดังนี้

กลุ่มโรคควรระวังช่วง “หน้าฝน”

  • กลุ่มโรคที่ 1 เป็นโรคติดต่อทางระบบหายใจ
    โรคติดต่อทางระบบหายใจ ได้แก่โรคไข้หวัดใหญ่ พบได้ในทุกอายุ พบป่วยมากในเด็กเล็ก ส่วนผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ส่วนโรคปอดบวม หรือปอดอักเสบ เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อทางการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายหรือไอจามรดกัน ป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำร่างกายให้อบอุ่น หมั่นล้างมือ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

  • กลุ่มที่ 2 มี 5 โรคที่มียุงเป็นพาหะ
    โรคที่มียุงเป็นพาหะ ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ มาลาเรีย ไข้ปวดข้อยุงลาย โรคติดเชื้อไวรัสซิกา ทั้งหมดป้องกันได้ด้วยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด

 

  • กลุ่มที่ 3 โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ
    โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ได้แก่ อหิวาตกโรค เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหาร น้ำดื่ม หรือจากแมลงวันที่เป็นพาหะนำโรค

ส่วนโรคไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อจากการสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง น้ำลาย เลือดจากผู้ป่วย

ทั้ง 2 โรคป้องกันด้วยการรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ไม่มีแมลงวันตอม อาหารค้างมื้อควรอุ่นให้ร้อนจัดก่อนรับประทาน หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ ดื่มน้ำสะอาด และฉีดวัคซีนป้องกันโรค

  • กลุ่มที่ 4 โรคติดต่ออื่นๆ
    โรคติดต่ออื่นๆ ได้แก่ โรคมือ เท้า ปาก พบบ่อยในเด็ก เพราะเด็กๆ ไม่ได้มีการระมัดระวังตัว จากการไม่แพร่เชื้อ หรือไม่สัมผัสเชื้อ กลุ่มโรคเหล่านี้จึงระบาดได้ง่ายในเด็กและในทุกปีช่วงฤดูฝนหรือเปิดเทอม ติดต่อจากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระของผู้ป่วย ส่วนโรคเลปโตสไปโรซิส เชื้อแบคทีเรียจะเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยถลอก เยื่อบุตา จมูก ปาก หรือไชเข้าผิวหนังที่แช่น้ำนานจนอ่อนนุ่ม

 

  • กลุ่มที่ 5 ภัยสุขภาพในฤดูฝน
  1. อันตรายจากการรับประทานเห็ดพิษ ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานเห็ดที่ไม่รู้จัก
  2. อันตรายจากสัตว์มีพิษ ควรจัดบ้านให้สะอาด ไม่ให้เป็นที่หลบซ่อนของสัตว์มีพิษ ระวังเมื่อต้องเข้าไปในที่รก กอหญ้า หรือกองไม้
  3. ส่วนภัยจากฟ้าผ่า เมื่อมีฝนตกฟ้าคะนอง ให้หลบในที่ปลอดภัย เช่น อาคารขนาดใหญ่ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือกลางแจ้งในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากจะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าเข้ามาในโทรศัพท์มือถือได้
  4. ขับรถด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากฝนตกถนนจะลื่นทำให้ระยะการหยุดรถยาวกว่าปกติ และยังลดทัศนวิสัยการมองเห็นในการขับขี่

เลี่ยงเกาต์-ข้ออักเสบ ด้วยการเลือกทาน

โรคข้ออักเสบ และเกาต์ย่อมส่งผลให้ร่างกายเกิดความเจ็บปวดและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ฉะนั้นการป้องกันโรคข้ออักเสบและเกาต์เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ ยิ่งคนที่ป่วยด้วยโรคเกาต์และข้ออักเสบอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งต้องดูแลอาหารการกินต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเลือกและควบคุมได้ด้วยตนเอง เพื่อให้ห่างไกลหรือบรรเทาอาการจากโรคให้เบาลงได้

โรคเกาต์ คืออะไร ?
นักกำหนดอาหาร และคลินิกโรคข้อและรูมาติสซั่ม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวเกี่ยวกับโรคเกาต์ว่า เป็น โรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริกภายในข้อ และข้อที่มักพบการอักเสบจากโรคเกาต์ได้บ่อย เช่น ข้อโคนหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ เป็นต้น

อาการของโรคเกาต์
โรคเกาต์จะมีอาการของข้ออักเสบเฉียบพลัน ข้อจะบวมแดงและร้อน บางรายอาจมีไข้ ในระยะแรก อาการของโรคจะเป็น ๆ หาย ๆ ถ้าไม่เข้ารับการรักษาต่อเนื่อง ข้อที่อักเสบก็จะกำเริบบ่อย ๆ เป็นนานขึ้น และเป็นหลายข้อพร้อมกันได้ ผู้ที่เป็นโรคเกาต์มานาน ไม่เข้ารับการรักษาให้ถูกต้อง จะมีการตกผลึกกรดยูริกเพิ่มมากขึ้น ตามข้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ จะเป็นปุ่มก้อนใต้ผิวหนังได้

บริเวณที่พบได้บ่อย เช่น หลังเท้าและนิ้วเท้า ตาตุ่ม ข้อศอก นิ้วมือ ใบหู เป็นต้น อาการของโรคไตจากการเป็นโรคเกาต์มานาน อาจเกิดการสะสมของผลึกกรดยูริก จนเป็นนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือเกิดผลึกกรดยูริกในเนื้อเยื่อของไต ก่อให้เกิดภาวะไตอักเสบเรื้อรัง และภาวะไตวายได้

โรคข้ออักเสบ คืออะไร ?
โรคข้ออักเสบ (Arhritis) ที่พบบ่อยมีอยู่ 2 ชนิด คือ โรคข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบเรื้อรัง (Osteoarthritis) และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือปวดข้อรูมาตอยด์ (The Rumatoid arthritis) โรคข้อเสื่อมนั้นเกิดจากความทรุดโทรมของกระดูกอ่อนที่หุ้มข้อกระดูกค่อย ๆ หายไป ทำให้ข้อกระดูกเสียดสีกันเวลาเคลื่อนไหว จนเกิดอาการข้อยึด ส่งผลให้ปวดบริเวณข้อ โดยเฉพาะเวลาอากาศเย็น

ส่วนโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่สาเหตุที่พบบ่อยคือ เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติของร่างกาย เกิดการทำลายข้อต่อกระดูกของตนเอง และโรคนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย และเพศหญิงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้ได้มากกว่าเพศชาย ทั้งยังเป็นโรคเรื้อรังที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ไปตลอด

อาหารลดอาการ / เลี่ยงโรคข้ออักเสบ-เกาต์
การดูแลสุขภาพเพื่อบรรเทาอาการโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ด้วยการรับประทานอาหารก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพ โดยมีข้อแนะนำดังนี้

  1. ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง เพราะช่วยบำรุงข้อต่อกระดูกและลดอาการอักเสบตามข้อได้ มีข้อมูลจากงานวิจัยปริมาณไขมันทั้งหมด กรดโอเมก้า 6 และ กรดโอเมก้า 3 ในปลาทะเลและปลาน้ำจืดของไทย พบว่าปลาดุกมีกรดไขมันโอเมก้า 3 อยู่ที่ 0.46 กรัม มากกว่าปลากะพงขาว ซึ่งพบ 0.40 กรัม และต้องเลือกวิธีปรุงให้ถูกต้อง เพราะโอเมก้า 3 จะสูญสลายไปได้ง่ายหากผ่านความร้อนสูงจึงควรหลีกเลี่ยงการทอด
  2. รับประทานอาหารที่มีพลังงานต่ำเพื่อควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติให้มากที่สุด โดยควรรับประทานผักต่าง ๆ อย่างน้อย 400 กรัมต่อวันและควรบริโภคโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากเกินไป โดยเน้นโปรตีนไขมันต่ำ โปรตีนจากพืช
  3. หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เป็นต้น
  4. กินผลไม้สด เลี่ยงน้ำผลไม้เพราะมีน้ำตาลสูง
  5. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ 8 – 10 แก้วต่อวัน
  6. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เมนูอาหาร ลดความเสี่ยง/บรรเทาอาการโรคข้ออักเสบ-เกาต์
เมนูอาหารทำง่ายเพื่อเลี่ยงโรคข้ออักเสบและเกาต์

  1. น้ำพริกปลาดุกย่าง เริ่มต้นจากผสมน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทราย พริกขี้หนูซอย หอมแดงซอย ต้นหอมซอย ผักชีฝรั่ง ข้าวคั่ว และใบสะระแหน่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน คั่วพริกแห้ง หอมแดง กระเทียมพอเกรียม ตำพริกหยาบๆ ใส่หอมแดง กระเทียมตำให้ละเอียด ใส่เนื้อปลาดุกย่างลงไปตำรวมกันให้ละเอียด ปรุงรส น้ำปลา น้ำมะขาม น้ำตาล ชิมรสตามชอบ รับประทานแกล้มกับผักสดหรือผักลวก
  2. ลาบเต้าหู้ โดยใช้ส้อมยีเต้าหู้ให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วคั่วในกระทะจนแห้ง ผสมน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทราย พริกขี้หนูซอย หอมแดงซอย ต้นหอมซอย ผักชีฝรั่ง ข้าวคั่ว และใบสะระแหน่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน รับประทานแกล้มกับผักสด เป็นเมนูสุขภาพที่ได้คุณประโยชน์เพื่อหลีกเลี่ยงโรคข้ออักเสบ & เกาต์ และวิตามินและแร่ธาตุจากผักและปลาไปพร้อมๆ กัน

เพราะอาการปวดข้อ ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นข้ออักเสบหรือเกาต์ ดังนั้นการใส่ใจดูแลเรื่องการรับประทานอาหารคือหัวใจสำคัญ นอกจากนี้ควรหมั่นสังเกตตนเอง หากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์ผู้ชำนาญการโดยเร็วเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด

โรคหลอดเลือดสมองภัยเงียบที่ต้องเฝ้าระวัง

โรคเส้นเลือดในสมองตีบ นั้นจัดว่าเป็นภัยเงียบที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากอาการที่มักไม่แสดงออกอย่างเด่นชัด ไม่มีการเจ็บป่วยหรือแสดงอาการล่วงหน้า ซึ่งอันตรายมากในบางรายอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในทันทีหรือ เป็น “อัมพฤกษ์ – อัมพาต” ได้ ทีนี้เรามาดูสัญญาณอันตรายเสี่ยงหลอดเลือดสมองตีบกันค่ะ เพื่อจะได้ป้องกันก่อนจะสายเกินแก้

หลอดเลือดในสมองตีบ เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดสมองอย่างหนึ่ง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง สิ่งที่ทำให้เส้นเลือด หรือหลอดเลือดตีบ คือการที่มีลิ่มเลือดเข้าไปอุดตันในเส้นเลือด หรืออาจจะมีลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดสมอง และขยายใหญ่ขึ้นจนอุดตันเส้นเลือดในสมองหรือทำให้เส้นเลือดในสมองตีบจนเลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก ส่งผลให้การทำงานของสมองหยุดชะงัก ทำให้ให้เซลล์สมองถูกทำลายเสียหาย อาจกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตและอาจเสียชีวิตได้

โรคเส้นเลือดในสมองตีบ, หลอดเลือดสมองตีบ

สัญญาณอันตราย เสี่ยงหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

1. มีอาการชา หรืออ่อนแรงที่ใบหน้า และ/หรือบริเวณแขนขาครึ่งซีกของร่างกาย

2. พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว ขยับปากได้ไม่ปกติ น้ำลายไหล กลืนลำบาก

3. ปวด หรือเวียนศีรษะเฉียบพลัน และอาเจียน

4. ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือเห็นเพียงครึ่งซีก หรืออาจจะตาบอดข้างเดียวเฉียบพลัน

5. เดินเซ ทรงตัวลำบาก

อาการเหล่านี้อาจเกิดเพียงชั่วคราวแล้วหายไป อาจจะเกิดขึ้นหลายครั้งเป็นๆ หายๆ หรืออาจจะมีอาการตอนที่หลอดเลือดอุดตันจนมีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองไม่เพียงพอกะทันหัน จนทำให้สมองขาดเลือดถาวร ดังนั้นหากมีสัญญาณตามอาการดังกล่าวแม้เพียงครั้งเดียว ก็ควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยทันที เพราะหากไม่ถึงชีวิต ก็อาจมีความเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้เช่นกันค่ะ

การดูแลร่างกายด้วย Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ

วิธีการดูแลอวัยวะต่างๆของร่างกายนั้นสำคัญมาก โดยเฉพาะตับ เป็นอวัยวะที่สำคัญอันดับต้นๆของร่ายกายที่คนเรานั้นไม่ควรที่จะมองข้ามได้ วันนี้เรามาดูวิธีการรักษาตับของเรานั้นให้ใช้การได้นานๆ กันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

อันดับแรกเลย  คือ อย่าพยายามอั้นปัสสาวะเพราะว่าตับของคนเรานั้นมีหน้าที่กำจัดของเสียให้พ้นจากร่างกาย โดยของเสียนั้นได้มาจากการที่เรารับประทานอาหาร หรือ ทานยา แอลกอฮอล์ กาแฟ เป็นต้น โดยสารพิษทั้งหมดนี้เมื่อผ่านตับแล้ว ตับของเรานั้นจะทำหน้าที่ทำลายสารพิษทั้งหมด เพราะฉะนั้นการอั้นปัสสาวะ จะทำให้ตับของเรานั้นทำงานหนักขึ้นเพื่อที่จะขับของเสียออกจากร่างกาย

ทานอาหารและเครื่องดื่มให้ถูดต้องถูกหลักอนามัย เพราะเราทุกคนนั้นล้วนร็ดีอยู่แล้วว่า อาหารชนิดไหนหรืออาหารประเภทไหนที่ดีต่อร่างกายของเราดีต่อตับชองเรา

การออกกำลังกายทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชัยต่างๆ ได้ลงความเห็นตรงกันว่า ความอ้วนกับตับนั้นมีความเกี่ยวข้องกัน การที่เรานั้นอ้วนหรือมีน้ำหนักมากนั้นจะส่งผลต่อตับได้อย่างแน่นอน

รักษาระดับน้ำตาลในเลือด หมั่นคอยเช็คสุขภาพร่างกายอย่างสม่ำเสมอเช็คระดับ้ำตาลในเลือดให้อยุ่ในเกณฑ์หรือปริมาณที่เหมาะสม

ต่อมาก็คือการดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้วนั้นเอง การดื่มน้ำให้ได้วันละ8-10 แก้ว เพื่อช่วยให้ตับนั้นได้ขจัดสารพิษที่ตับของเรานั้นคอยกำจัดออกจากร่างกาย และการดื่มน้ำวันละ8-10 แก้ว ยังช่วยรักษาระดับเลือดในร่างกายให้ปกติอีกด้วย

อย่ากินยาต่างๆด้วยตัวเอง เพราะว่าในยานั้นอาจจะรักษาแต่ในคราวเดียวกันยาก็สามารถเป้นพิษด้วยเหมือนกัน การที่เราจะรักประทานยานั้นควรที่จะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนว่าเราควรจะรับประทานยาตัวนี้ดีหรือไม่ แต่ถ้าเป็นสมุนไพรบางอย่างก็ควรศึกษาให้ดีว่าบำรุงดีจริงหรือไม่ แต่สำหรับสมุนไพรตัวใหม่ที่เราแนะนำว่าดีแน่นอนนั้นก็คือ Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ เพราะเป็นสมุนไพรที่ดีและได้รับการยอมรับ สำหรับการที่เรารับประทานยาเยอะเกินไปนั้นจะทำให้ตับของเราทำงานหนักกว่าปกติเพราะตับเราจะคอยกำจัดาสารพิษนั้นเอง

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง

จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่เราสามารป้องกันการเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้ เช่น ปัจจัยด้านพฤติกรรมการบริโภค ด้านการพักผ่อน ด้านการออกกำลังกาย หรือด้านการทำงาน เป็นต้น

อะไรทำให้เกิด โรคหลอดเลือดสมองได้

1.อายุที่มากขึ้น เพราะความเสื่อมของหลอดเลือดสมองมีมากขึ้นตามอายุ

2.โรคความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง

3.โรคเบาหวาน เพราะจะทำให้หลอดเลือดสมองแข็งตัว ส่งผลให้หลอดเลือดตีบตัน

4.โรคไขมันในเลือดสูง เพราะระดับไขมันในเลือดที่สูงจะส่งผลให้หลอดเลือดแข็งตัวและเกิดการตีบ

5.สูบบุหรี่เป็นประจำ

6.โรคหัวใจในผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจผิดปกติและหัวใจเต้นผิดจังหวะ ทำให้มีลิ่มเลือดไปอุดตันหลอดเลือดสมองได้

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงรองอื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ เช่น

1.โรคอ้วน

2.โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

3.การขาดการออกกำลังกาย

4.ความเครียด

5.ยาคุมกำเนิด

6.การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

7.เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

8.ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

9.นอนกรนร่วมกับการหยุดหายใจ

ผู้หญิงอย่าหยุดดูแลตัวเอง

ทริคดูแลสุขภาพผู้หญิงตามวัย

วันนี้เรานำบทความที่เสนอหลากปัญหาและทางแก้ของระบบต่างๆ ในผู้หญิง โดยเน้นไปที่6 ระบบใหญ่ได้แก่ ระบบทางเดินหายใจ ระบบสมองและประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบสืบพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน และ ระบบย่อยและระบบขับถ่าย มาหาวิธีดูแลและฟื้นฟูไปพร้อมๆกันมาฝากค่ะ ไปดูกันเลยดีว่าวัยไหนควรดูแลตัวเองอย่างไร

ผู้หญิงวัย 20+
สาวๆ วัยนี้ควรฟังให้ดี เนื่องจากสมองของคนวัยนี้ยังทำงานไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเซลล์สมองยังไม่แข็งแรงจึงเชื่อมโยงจากเซลล์หนึ่งสู่เซลล์หนึ่งไม่เต็มที่ เนื่องจากยังขาดการกระตุ้นด้วยการเรียนรู้และฝึกฝนเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเวลานาน สมองคนวัยหนุ่มสาวจึงต้องการความรู้และการการฝึกฝนทักษะต่างๆ ให้มากที่สุด เพื่อวางรากฐานความแข็งแรงของเซลล์สมองในวัยต่อไป

  • พฤติกรรมเสริมกำลังสมอง
    ควรมีการเรียนรู้ตลอดเวลา โดยไม่จำกัดเฉพาะความรู้ในห้องเรียน รับประทานอาหารบำรุงสมอง เช่น อาหารที่มีโอเมก้า-3 มาก เช่น เนื้อปลา พฤติกรรมทำลายสมอง การปล่อยให้สมองไม่ทำงาน เช่น ไม่เรียนหนังสือหรือหาวิชาความรู้ด้านอื่น การใช้ยาเสพติด การดื่มแอลกฮอล์ และการสูบบุหรี่

ผู้หญิงวัย 35+
วัยนี้เป็นวัยแห่งการสร้างเสริม เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนสมองจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านคือ เริ่มมีอาการเฉื่อยชา สามารถเรียนรู้เรื่องใหม่และจดจำได้น้อยลง แต่มีความคิดสร้างสรรค์และการวางแผนมากขึ้น เนื่องจากเป็นทักษะที่ใช้บ่อยในการทำงาน สิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพสมองในช่วงวัยนี้คือ ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างไม่หยุดนิ่ง ลดปัจจัยทำลายสมอง และเพิ่มปัจจัยเสริมความแข็งแรงของเซลล์สมอง

  • พฤติกรรมเสริมกำลังสมอง
    ผู้หญิงวัยนี้ควรสร้างความแปลกใหม่ให้ชีวิตและการทำงาน เซลล์สมองจะเชื่อมโยงกันมากขึ้นเมื่อเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ งานอดิเรก หางานอดิเรกหรือกิจกรรมแปลกใหม่ทำในวันหยุด เช่น วาดรูป ท่องเที่ยวในสถานที่แปลกใหม่ เพราะการไปในที่ที่ไม่เคยไปช่วยพัฒนาสมองหลายส่วน พฤติกรรมทำลายสมอง การนอนดึก ทำให้เซลล์สมองไม่ได้พักและเสื่อมง่าย วิถีชีวิตและการทำงานที่จำเจ แบบแผนชีวิตที่เหมือนกันทุกวัน ส่งผลให้เซลล์สมองขาดการกระตุ้นการเชื่อมโยง

ผู้หญิงวัย 50+
สำหรับวัยลายคราม วัยแห่งการปลุกเซลล์สมอง เพราะเซลล์สมองเหลือน้อย การเชื่อมโยงประสาทเป็นไปอย่างเชื่องช้า และการทำงานประสานกันของสมองทั้งสองซีกเป็นไปอย่างยากลำบาก ทำให้ความคิดความอ่านไม่ว่องไว ในบางคนอาจจดจำสิ่งใหม่ไม่ได้ แต่จดจำเรื่องราวในอดีตได้แม่นยำ เพราะเซลล์ประสาทส่วนนั้นเชื่อมโยงและฝังแน่นมานาน การดูแลสมองในวัยนี้จึงควรใช้วิธีออกกำลังสมองให้แข็งแรงสมองให้แข็งแรงเพื่อชะลอความเสื่อมของเซลล์ในประสาทส่วนที่ไม่ได้ใช้ ขณะเดียวกันก็ทำให้เซลล์ในประสาทส่วนที่ใช้บ่อยยิ่งทำงานได้ดี ซึ่งช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมได้

  • พฤติกรรมเสริมกำลังสมอง
    ในวัยนี้ควรออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายแบบต่อเนื่องให้ได้อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 40 นาที เช่น รำกระบอง โยคะ ไทเก็ก ไทชิ เป็นต้น เพื่อให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงสมองได้ดี การเข้าสังคม การทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนหรือครอบครัวช่วยทำให้อารมณ์ดีและฝึกฝนสมองหลายๆส่วน เช่น พูดคุย เล่นหมากรุก เป็นอาสาสมัครทำงานให้กับหน่วยงานหรือชุมชน และทำงานพิเศษ หากิจกรรมทำยามว่าง เพราะการอยู่เฉยๆโดยไม่คิดอะไรจะทำให้เซลล์สมองตายอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมทำลายสมอง ความเครียด
    ที่สำคัญการรับประทานอาหารไม่ครบหมู่ การรับประทานอาหารมากไปหรือน้อยไปจะทำให้ขาดวิตามินและสารอาหารบางชนด เช่น วิตามินบี 12 และ บี1 จนเกิดภาวะสมองเสื่อม การรับประทานยาที่ออกฤทธิ์กดสมอง เช่น ยานอนหลับ ยาคลายเครียด

เรื่องกินเรื่องใหญ่ กินไขมัน ให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกาย

“ไขมัน” เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ต้องได้รับในปริมาณที่พอดี ไม่มากจนเกินไป ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับโทษ มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน เกิดโรคอ้วน หรือ มีปัญหาเรื่องไขมันอุดตันในหลอดเลือด และไม่เพียงแต่ปริมาณไขมันที่ได้รับเท่านั้นที่ส่งผลต่อร่างกาย เพราะชนิดของไขมันก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเลือกรับประทานไขมันชนิดที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากโรคต่าง ๆ ได้

ชนิดของไขมัน

ชนิดของไขมัน แบ่งออกเป็น

  • คอเลสเตอรอล อยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ของสัตว์ เช่น นม เนย
  • ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันหลักที่เรารับประทานจากอาหาร แบ่งเป็น

– ไขมันอิ่มตัว อาทิ ไขมันจากสัตว์ ไขมันจากนม เนย ชีส และจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว กะทิเป็นต้น

– ไขมันไม่อิ่มตัว

-ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว คือไขมันที่ภายในโมเลกุลมีพันธะคู่อยู่ตำแหน่งเดียว พบได้ในน้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนล่า น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดชา

– ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน คือไขมันที่ภายในโมเลกุลมีพันธะคู่อยู่หลายตำแหน่ง พบได้ในน้ำมันพืชทั่วไป เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันงา เป็นต้น

โดยทั่วไปในน้ำมันหนึ่งชนิด จะประกอบไปด้วยกรดไขมันหลายชนิดรวมกันแต่เรามักเรียกชนิดของไขมันตามองค์ประกอบหลักของไขมันนั้น

ประโยชน์ของไขมัน

  • ให้พลังงานกับร่างกาย
  • ช่วยในการดูดซึมวิตามิน A D E K
  • ช่วยในการสร้างฮอร์โมนบางชนิด

โทษของไขมัน

หากกินในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้เกิดน้ำหนักเกิน หรือ เกิดโรคอ้วนได้
ทำให้เกิดโรคบางอย่าง อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง

การรับประทานไขมันที่ดีต่อร่างกาย

  • รับประทานไขมันในปริมาณที่พอดีกับความต้องการของร่างกาย
  • รับประทานไขมันธรรมชาติ โดยควรรับประทานไขมันไม่อิ่มตัวเป็นหลัก
  • ไขมันที่ดีที่สุดคือไขมันจากพืช ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในระยะยาว
  • ไขมันที่ควรหลีกเลี่ยงคือไขมันทรานส์ เพราะส่งผลเสียต่อร่างกายมากที่สุด

รู้จักกับไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์ คือ การนำเอาไขมันไม่อิ่มตัวไปเติมไฮโดรเจนบางส่วนในระบบอุตสาหกรรม ทำให้สถานะของไขมันเปลี่ยนจากของเหลวไปเป็นของแข็ง ข้อดีคือทำให้ต้นทุนต่ำลง และสามารถเก็บได้นานขึ้น แต่ส่งผลเสียต่อร่างกายหลายประการ โดยเฉพาะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง ทำให้ระดับไขมัน LDL ในหลอดเลือดสูงขึ้น และลดระดับไขมัน HDL ให้ต่ำลง นอกจากโรคหลอดเลือดแล้วยังส่งผลต่อความจำ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอัลไซเมอร์ และทำให้แก่ก่อนวัยอันควร แหล่งอาหารที่พบไขมันมันทรานส์ได้บ่อย คือ เบเกอรี่หรืออาหารที่มีองค์ประกอบของเนยเทียมหรือเนยขาวที่ผลิตโดยอาศัยขบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ในน้ำมันพืชที่เราใช้ในการประกอบอาหารทั่วไปไม่ได้มีองค์ประกอบของไขมันทรานส์