รู้หรือไม่เด็กเล็กๆก็เป็นโรคหูตึงได้

       หูเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่หากมีการปล่อยให้หูมีปัญหาไม่รีบหาทางรักษาแล้วละก็ผลกระทบที่จะตามมาอาจถึงขึ้นหูหนวกได้  สำหรับผู้ใหญ่การหูหนวกเทียบเท่ากับการเป็นคนพิการคนหนึ่งแต่ยิ่งเกิดกับเด็กเล็กหรือทารกแล้วละก็มีผลมากกว่านั้นเพราะหูสำหรับเด็กเล็กหรือทารก มีส่วนสำคัญอย่างมากในการพัฒนาการด้านการเจริญเติบโต การเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้านสมอง สติปัญญา ที่สำคัญเรามักจะพบว่าหากเด็กไม่ได้ยินตั้งแต่เกิด สิ่งที่ตามมานั่นคือเด็กคนนั้นมักจะเป็นใบ้ด้วยเสมอ นั่นก็เพราะว่าเด็กไม่ได้ยินเสียงที่เราพูด จึงทำให้เขาไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเราต้องการสื่อสารกับเขาเรื่องอะไร เขาจึงไม่สามารถตอบสนองกลับเราได้

         ช่วงที่สมองของเด็กมีพัฒนาการมากที่สุดนั้นคือช่วงอายุ 3-5 ปี ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กมีการเรียนรู้ในทุกๆด้าน และสมองจะมีการพัฒนาในช่วงวัยนี้อย่างเต็มที่  เมื่อเด็กที่ไม่ได้ยินเสียงตั้งแต่เกิดสมองส่วนการรับรู้ก็จะไม่ได้รับการพัฒนา ถึงแม้ว่าภายหลังเมื่อโตขึ้นเราจะมีการมาแก้ไขก็อาจจะช่วยไม่ได้มากนัก เพราะบางครั้งเราจะพบว่าเด็กที่ได้ยินเสียงในภายหลัง แต่เด็กก็จะพัฒนาเรื่องของการพูดได้ช้าหรืออาจะไม่ยอมพัฒนาเลย ดังนั้นการสังเกตอาการของเด็กว่ามีความผิดปกติอะไรแล้วบ้างและหากพบตั้งแต่เริ่มแรกจะช่วยให้เราสามารถช่วยเหลือเด็กๆได้ทันท่วงที

เราสามารถสังเกตลูกน้อยในการใช้ในชีวิตประจำวันของเขาได้ว่า เขามีปัญหาเกี่ยวกับหูหรือไม่ ด้วยการสังเกตเวลาเขาดูทีวี ว่าเขาดูรู้เรื่องหรือไม่ เปิดทีวีเสียงดังมากเกินไปหรือเปล่าและเวลาที่เขาคุยกับเรา เขาได้ยินเสียงเรามากน้อยแค่ไหน เราต้องพยายามพุดเสียงดังๆกับเขาหรือไม่ สังเกตใบหูมีอาการบวมแดง หรือมีน้ำไหลออกมาจากหูหรือหูมีกลิ่นเหม็นหรือไม่ หากพบอาการดังต่อไปนี้ควรรีบพาบุตรหลานของท่านไปพบแพทย์ทันที 

          สิ่งที่ทำให้หูของเด็กทารกมีปัญหาคือ 

1.ขณะที่ตั้งครรภ์แม่เป็นโรค อาจได้รับการฉายรังสีซึ่งมีผลกระทบต่อระบบประสาทของหู 

2.หรืออาจคลอดมาแล้วเด็กได้รับเชื้อไวรัสซึ่งเชื้อลามเข้าไปทำลายอวัยวะภายในหู 

  1. แก้วหูได้รับการกระทบกระเทือนหรือฉีกขาดเพราะเด็กมักจะชอบเอาอะไรแหย่เข้าไปในหู

           ซึ่งนี่เป็นแค่เพียงปัญหาส่วนน้อยที่จะมีผลกระทบกับการได้ยินเสียงของเด็ก อันที่จริงยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่จะทำให้หูของเด็กมีปัญหาดังนั้น เราควรคอยระมัดระวังอันตราที่อาจจะเกิดขึ้นจากความไม่ได้ตั้งใจของเด็ก

           สำหรับพัฒนาการ การได้ยินของเด็ก จะเริ่มตั้งแต่แรกเกิดถึงหนึ่งเดือน หากได้ยินเสียงเด็กจะมีอาการขยับตัวหรือห้องไห้ และเมื่ออายุถึงสี่เดือนก็จะเริ่มหาที่มาของเสียงด้วยการมองตามเสียง  ต่อมาเมื่ออายุถึงแปดเดือนทารกจะเริ่มเรียนรู้ที่จะรู้ว่าตัวเองชื่ออะไร อายุครบเก้าเดือนจะเริ่มเข้าใจความหมายของคำพูดมากขึ้น เช่น ไม่เอา อย่า หรือบางคนสามารถเลียนเสียงคำพูดได้แล้ว เช่น พ่อ แม่ และเมื่ออายุครบสิบแปดเดือนจะสามารถเข้าใจคำสั่งและทำตามคำสั่งได้  จนถึงอายุ สองถึงสามขวบจะสามารถพุดเป็นประโยคได้มากขึ้น และถ้าครบห้าขวบสามารถสื่อสารรู้เรื่องและสามารถเล่าเรื่องราวให้เราฟังได้

 

ให้การสนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

ลดน้ำหนักให้ถูกวิธี หุ่นดีแน่นอน

เชื่อเลยว่าสาวๆหนุ่มๆกลุ่มคนสมัยใหม่หลายคนกำลังหันกลับมาดูแลหุ่นและสุขภาพของตัวเองกันเป็นอย่างมาก อย่างว่าแหละนะในสมัยใหม่นี้ถึงจะพยายามที่จะเปิดใจยอมรับตัวตนใครสักคน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่เราจะพิจารณาก็คือ รูปลักษณะภาพนอก ซึ่งมีอิทธิพลกับสิ่งต่างเป็นอย่างมากเช่น การทำงาน เพราะสายงานบางอาชีพนั้นจะคัดเลือดจากรูปร่าง หน้าตา เป็นสิ่งแรก อาจจะดูไม่ยุติธรรมไปหน่อยแต่เราก็ไม่สามารถฝืนกฎข้อดีไปได้ หลายๆคนจึงต้องพยายามปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น

อันดับแรกเลยคือการที่คุณจะต้องมีรูปร่างที่ดี แน่นอนว่าเราทุกคนจะรู้ตัวดีอยู่เสมอว่าการลดหุ่นหรือลดน้ำหนักนั้นมีวิธีการอย่างไรบ้าง มันก็คงจะหนีไม่พ้นการควบคุมอาหาร และ การออกกำลังกาย อย่างแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าคุณจะทำมันเลยแบบไม่สนใจอะไรเลยไม่ได้ เพราะคุณจะต้องศึกษาข้อมูลรายละเอียดของร่างกายคุณเสียก่อนว่า คุณนั้นมีการแพ้อาหารประเภทไหนหรือไม่ เชื่อเลยว่าคุณจะต้องหาแนวทางการลดน้ำหนักจากการรีวิวจากหลายๆคน ที่ประสบความสำเร็จสำเร็จในการลดน้ำหนัก

ซึ่งมันไม่ได้เป็นวิธีที่ผิดแต่อย่างใด คุณสามารถที่จะนำวิธีเหล่านั้นมาปรับใช้กับตัวของคุณได้ แต่ก้อย่าลืมว่าร่างกายของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน ถ้าหากว่าวิธีไหนที่คุณทำแล้วไม่สำเร็จ คุณจะต้องกลับมาพิจารณาใหม่ว่ามันเป็นเพราะเหตุใด ปัจจัยแรกคือ อาหาร อันดับแรกคุณต้องสังเกตว่าคุณแพ้อะไรประเภทไหนหรือแพ้อะไร ในทางที่ดีคุณจะต้องไปทำการตรวจที่โรงพยาบาล ซึ่งจะมีข้อดีอยู่มากเพราะการไปตรวจที่โรงพยาบาลนั้น นอกจากจะตรวจหาอาหารที่คุณแพ้ ยังสามารถตรวจได้ว่าร่างกายของคุณนั้นเหมาะสมกับอาหารประเภทใด

ที่ร่างกายจะสามารถทำการย่อยได้ดีอีกด้วย หรือ ที่เขาบอกกันว่าอาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดนั้นเอง ปัจจัยต่อมาคือ การออกกำลังกาย ถ้าเทียบกับอาหารยังถือว่าเป็นปัจจัยรอง หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า ถ้าอยากผอม หุ่นดี น้ำหนักลดลงเร็วๆ จะต้องออกำลังกายเยอะๆ หนักๆ ผลลัพธ์ที่ได้หากจะถามว่าผอมลงเร็วหรือไม่ น้ำหนักลงเร็วหรือไม่ ก็จะตอบว่า จริง

แต่สิ่งได้กลับคืนมานั้นจะข้อเสียมากกว่า ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรง โทรม เพราะหลักการของการออกกำลังกายคือ ต้องมีพลังงานจากสารอาหารมาเป็นแรงขับในการออกกำลังกาย จึงเกิดคำถามที่ว่า ถ้าอย่างนั้นคุมอาหารอย่างเดียวก็ได้ ไม่ต้องออกกำลังกาย แน่นอนว่าก็ได้เช่นเดียวกัน แต่หุ่นของคุณอาจจะดูไม่หย่อนคล้อย เพราะถ้าจะให้ดีนั้นควรที่จะควบคู่กันไปทั้งสองอย่างเลยดีกว่า

 

สนับสนุนโดย  วิธีอยู่ร่วมกับคนติดเชื้อเอดส์

การออกกำลังกายในเวลาที่เหมาะสม

การออกกำลังกายในเวลาที่เหมาะสม

ออกกำลังกายตอนไหนดีที่สุด

ในวงการคนรักสุขภาพมีหลายคนสงสัยและตั้งคำถามนี้ขึ้นว่า การออกกำลังกายตอนไหนให้ประสิทธิภาพดีที่สุดระหว่างตอนเช้ากับตอนเย็น  เคยไปทำแบบสำรวจมาแล้วคะแต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบที่ดีที่สุดได้ นั่นเป็นเพราะว่าคำตอบที่คนมาออกกำลังกายส่วนใหญ่จะตอบคล้ายๆกันว่ามันได้ประโยชน์เท่าๆกันแหละขึ้นอยู่กับความชอบและความสะดวกของแต่ละบุคคล 

เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะให้คุณได้อ่านข้อดีของการออกกำลังกายในแต่ละช่วงเวลา แล้วให้คุณเป็นหนึ่งในการตัดสินใจเลือกว่าตอนช่วงเวลาไหนดีที่สุด

 

ข้อดีของการออกกำลังกายตอนเช้า 

1.ทำให้คุณได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความรู้สึกดีๆและมีความสุข เนื่องจากสารเอ็นโดฟินจะถูกหลั่งขึ้นหลังจากที่เราออกกำลังกายเสร็จ ส่งผลให้ทุกกิจกรรมที่ต่อจากนี้ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการเรียนเป็นไปด้วยความสดชื่นแจ่มใส

2.การอยากอาหารลดลง นั่นเป็นเพราะหลังออกกำลังกายเสร็จเราจะเหนื่อยและพอดื่มน้ำเข้าไป สมองจะสั่งการมาว่าตอนนี้ท้องเราอิ่ม ยิ่งทิ้งช่วงเวลาไปอาบน้ำแต่งตัวเตรียมจะไปทำงานด้วยแล้ว เมื่อมาหากินข้าวความอยากอาหารจึงลดลงทำให้เรากินข้าวได้น้อยลงตาม

3.ทำให้เรานอนหลับได้สนิทมากขึ้น เพราะหลังออกกำลังกายตอนเช้าไปแล้วร่างกายจะมีอัตราการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น เมื่อเราได้ทำงานมาทั้งวัน พอตกกลางคืนเราก็จะง่วงนอน

4.ช่วยให้ระบบเผาผลาญในร่างกายดีขึ้น เพราะการออกกำลังกายตอนท้องว่างจะช่วยกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้นจากเดิมถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกับคนที่ต้องการจะลดความอ้วน

ข้อดีของการออกกำลังกายตอนเย็น 

1.เป็นช่วงที่ร่างกายพร้อมที่สุด เพราะในระหว่างวันร่างกายเราจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ และจะสูงที่สุดในช่วงเวลาบ่ายสองถึงหกโมงเย็น ดังนั้นเวลาตอนเย็นให้ประสิทธิภาพสูงในการเผาพลาญไขมัน

2.เหมาะกับการออกกำลังกายที่ต้องใช้พลังและกล้ามเนื้อมากๆ ก็บอกแล้วว่าช่วงเย็นร่างกายเรามีความพร้อมมากที่สุด ดังนั้นถ้าเราออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงเราจึงทำได้ดีกว่าในตอนเช้า

3.ลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เนื่องจากวันทั้งวันเราได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายกันมาแล้ว ทำให้กล้ามเนื้อของเราได้เกิดการยืดหยุ่น เพราะฉะนั้นเวลาที่ออกกำลังกายกล้ามเนื้อจึงไม่ค่อยบาดเจ็บ

4.ไม่ส่งผลใดๆต่อการนอนหลับ มีบางคนบอกว่าออกกำลังกายตอนเย็นแล้วนอนไม่หลับอันนี้ไม่จริง เพราะคนส่วนใหญ่ก็นอนหลับสนิทดี แต่เราก็ควรออกกำลังกายก่อนที่นอนอย่างน้อย 2-4 ชั่วโมง

เป็นอย่างไรบ้างคะ ตัดสินใจการได้รึยังว่าจะออกกำลังกายช่วงไหนดี แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกช่วงเวลาใดมันก็ดีต่อสุขภาพเราทั้งนั้น อ่านจบแล้วไปเปลี่ยนชุด ใส่รองเท้าผ้าใบ ไปออกกำลังกายกันคะ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย ชุดตรวจ hiv

ระวังสนิมที่อยู่ใน ช้อน-ส้อม ของคุณ

ระวังสนิมที่อยู่ใน ช้อน-ส้อม ของคุณ
“ช้อน-ส้อม” เครื่องมือทั่วโลกใช้สำหรับทานอาหาร เริ่มแรกวัฒนธรรมการกินของประเทศไทยจะใช้มือสำหรับในการเปิบของกินเพื่อตักเข้าปาก วัฒนธรรมที่เข้ามาในไทย ทำให้มีการใช้อุปกณณ์ที่ชื่อว่าช้อน ส้อมขึ้นมา ช้อนสร้างขึ้นจากวัสดุสิ่งของที่แตกต่างหลากหลายชนิด ซึ่งทำให้ช้อนมีความไม่เหมือนกันไป อีกทั้งสร้างขึ้นจาก โลหะ ไม้ พลาสติก หิน หรืออื่นๆ แต่ที่ได้รับความนิยมคือ โลหะ เนื่องจากว่าโลหะมีแรงต้านทานการกัดกร่อนได้สูง ไม่กำเนิดปฏิกริยากับกรดดและด่าง และไม่แตกหักเสียหายง่าย ทั้งแข็งแรงต่อการนำมาใช้งาน แม้กระนั้นโลหะก็มีข้อเสีย ด้วยเหตุว่าเมื่อโลหะเกิดการออกไซด์นำมาซึ่งการกัดกร่อนของเนื้อโลหะ จะมีผลให้กำเนิดสิ่งที่เรียกกันว่า “สนิม” มีลักษณะเป็นเนื้อพรุน ซึ่งถือได้ว่าเป็นภัยร้ายต่อร่างกายของคุณ เวลาถัดมาได้การสร้างสรรค์การทำช้อนขึ้นโดยมีการผสมโลหะกับสิ่งต่างๆ เพื่อป้องการเกิดสนิมได้สำเร็จ แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ราคาที่แพงขึ้น ทำให้หลายๆ ครอบครัวยังเลือกใช้ช้อน-ส้อมที่มีราค้นทุนต่ำ ซึ่งเสี่ยงจะต้องเจอกับ “สนิม”

จะต้องสุขภาพย่ำแย่ด้วยเหตุว่า”สนิม” !!!
“สนิม” สามารถทำให้สุขภาพร่างกายของเราเสียหายได้ ซึ่งถ้าคุณใช้ช้อน-ส้อมที่ขึ้นสนิม ซึ่งก็คือคุณกำลังกินสนิมเข้าไปพร้อมด้วยของกินในมื้อนั้นของคุณ รวมทั้งสนิมที่คุณกินไปจะเข้าไปสะสมภายในร่างกาย ถึงแม้ในพื้นฐานบางทีอาจไม่มีอาการที่แสดงออกมา หรือยังไม่เกิดผลกระทบอะไรต่อร่างกาย เนื่องจากว่าอาจมีจำนวนสะสมที่ยังไม่มากนัก ถึงแม้ได้รับเข้าหลายครั้ง มีการสะสมเยอะเกินไป อาจมีอาการภาวะความเป็นกรดในเลือดสูง น้ำตาลต่ำ สามารถช็อกและก็เสียชีวิตได้ รวมทั้งหากสะสมเข้าไปแบบเรื้อรัง สนิมนั้นจะไปเข้าสะสมตามอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายคุณ ทำให้อวัยวะภายในร่างกายของคุณนั้นๆ เสียระบบการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น ระบบต่อมไร้ท่อจะไม่ทำงาน ตับบางทีอาจพัง และไตวายได้

ทางที่ดีที่จะทำให้ท่านรอดปลอดภัยจากสนิมในช้อน-ส้อม ได้ คือ วิธีการสำหรับเลือกซื้อช้อน-ส้อม ในแบบที่ไม่กระตุ้นให้เกิดสนิม ซึ่งแม้ว่าจะราคาแพง ราคาสูงกว่า แต่ก็คุ้มกับการที่จะต้องเสียเงินเสียทองไปเพื่อรักษาสุขภาพที่เสียหายจากการสะสมสนิม ถ้าหากว่าคุณจำเป็นที่จะต้องมัธยัสถ์ค่าครองชีพ หรือติดความจำกัดเรื่องการเงินที่ควรต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในประสิทธิภาพที่ด้อยลงมา ขณะที่คุณใช้ช้อน-ส้อมนั้นให้ท่านหมั่นสังเกตดูว่าสนิมขึ้นหรือไม่ ถ้ามีสนิมขึ้นแล้วให้ท่านทิ้งไปโดยทันที เพื่อสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงของตัวคุณเองรวมทั้งคนที่อยู่รอบข้างคุณ

เสียงดังเกินไปสามารถทำร้ายเราได้อย่างไม่คาดคิด

เสียงดังเกินไปสามารถทำร้ายเราได้อย่างไม่คาดคิด

เสียงที่เรามักได้ยินอยู่ทุกวันนี้มักสร้างเรื่องราวให้เราทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีๆ หรือเรื่องร้ายๆก็ตาม แต่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นเสียงสามารถทำให้เราผิดปกติได้โดยไม่รู้ตัว การที่เราได้ยินเสียงต่างๆมากเกินไปนั้นจะก่อให้เกิดการอักเสบที่หูหรือมีผลต่อการได้ยินเสียงต่างๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่ร้ายแรงตามมาได้

ควรหลีกเลี่ยงเรื่องต่อไปนี้หากไม่อยากต้องพึ่งพาเครื่องช่วยฟังตลอดไป

การได้ยินเสียงที่ดังเกินความจำเป็นเป็นเวลานานๆส่งผลอะไรกับเราบ้าง

เนื่องจากเส้นขนที่อยู่ในหูของเรานั้นทำหน้าที่เป็นการส่งสัญญาณในรูปแบบของคลื่นเสียง ซึ่งหากมีการได้รับเสียงที่มีความดังมากหรือมากเกินไปนั้นจะทำให้เส้นขนเหล่านั้นได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ดังนั้นการได้ยินเสียงที่ดังเป็นเวลานานๆจึงส่งผลให้ระบบการทำงานของประสาทหูเสียได้ และนั้นก็คือเหตุผลของการเกิดประสาทหูที่เสื่อมลงเร้วกว่าปกติ

การเกิดปัญหาเกี่ยวกับเสียงส่งผลในการนอนของเราได้นะ

การที่เราได้รับเสียงที่มีความดังมากเกินอัตราหรือเกินขีดจำกัด เป็นต้นเหตุให้สมองของเรานั้นตื่นตัว ซึ่งอาจจะส่งผลให้ถึงขั้นนอนไม่หลับ ทำให้การพักผ่อนของใช้ได้ไม่เต็มที่ ซึ่งหลักความเป็นจริงแล้วเราควรมีการพักผ่อนที่เพียงพอ เพราะมันเกี่ยวข้องโดยรวมทั้งหมดต่อร่างกาย ผลกระทบจากการพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นต้นเหตุให้เราเป็นโรคที่ร้ายแรงตามมาได้

ความเครียดหรือผลต่างๆที่เกิดจากการได้ยินเสียงที่ดังเกินไป

อัตราการหลั่งของหลั่งฮอร์โมนของร่างกายของคนเรานั้น ขึ้นอยู่กับความเครียดด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งหากเป็นความเครียดที่เรามีสะสมในร่างกายแล้วนั้น มักจะมีการส่งผลต่อการกระทบเรื่องของการหลั่งฮอร์โมนให้มีค่าลดลง ซึ่งนั้นจึงเป็นเหตุผลทำให้ร่างกายของเราเกิดการบกพร่อง ซึ่งก็มักจะเป็นการทำให้เราเจ็บป่วยได้ง่ายนั่นเอง

เสียงที่ดังจนเกินไปสร้างความรู้สึกที่มีผลต่ออารมณ์ได้เป็นอย่างดี

ความเสียงดังนอกจากจะทำให้ความรู้สึกหรือระบบการทำงานต่างๆภายในร่างกายรวนไปหมดแล้วนั้น ยังก่อนให้เกิดระบบของอารมณ์ที่มีความรุนแรงขึ้นไปอีก หากเราจำเป็นต้องใช้สมาธิแล้วแต่มีเสียงรบกวนและยิ่งหากเป็นเสียงที่ดังมากจนเกินไปก็จะส่งผลให้ระบบประสาทเกิดอาการเครียดได้ ซึ่งแน่นอนการเครียดที่มากไปไม่เคยส่งผลให้กับร่างกายในทางที่ดีเลย ยิ่งถ้ามีความเครียดที่มากขึ้นก็จะส่งผลให้ร่างกายทรุดได้เช่นกัน บางรายรุนแรงถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลเลยด้วยนะ

การได้ยินสียงเป็นผลดีแต่ก็มีโทษมากเหมือนกัน หากมีการได้ยินเสียงที่ดังมาก ก็จะเกิดผลต่างๆที่ตามาค่อนข้างรุนแรง ซึ่งมันจะกระทบด้านอื่นๆของร่างกายทั้งหมด และจะส่งผลให้แย่ในที่สุด สำหรับเครื่องช่วยฟังอาจจะเป็นทางเลือกให้กับคนที่มีปัญหาก็จริง แต่เราก็ควรป้องกันไว้น่าจะดีกว่ารอให้เป็น

ผู้ป่วยอัมพาตกับการนอน

ผู้ป่วยอัมพาต

ผู้ป่วยอัมพาต นอกจากอาหารการกินจะต้องดูแลให้ดีแล้ว การกายภาพบำบัดก็ต้องทำเป็นประจำ และที่สำคัญคือการจัดวางท่านอนให้เหมาะสม มีการขยับเปลี่ยนท่าไม่ค้างท่าเดิมบ่อยๆ หรือนานๆ เพราะจะยิ่งทำให้อาการแย่ลง หรือเกิดแผลกดทับ

ถ้าในครอบครัวของเรามีผู้ป่วยอัมพาตอยู่ วันนี้เราจะแนะนำเกี่ยวกับการจัดท่านอนให้กับผู้ป่วยอัมพาต ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องคำนึงถึง

1. เตียงนอน เตียงนอนสำคัญมาก เพราะผู้ป่วยอัมพาตส่วนใหญ่มักจะอยู่นอนหรือกิน ที่เตียง หรือใช้เวลาที่เตียงนานมาก จึงควรเป็นเตียงที่แข็งแรง ความสูง พิจารณาโดยสังเกตจากเมื่อผู้ป่วยลุกนั่งห้อยขาบนเตียงแล้ว เท้าผู้ป่วยสัมผัสพื้นได้พอดี

2. ที่นอน ต้องเป็นที่นอนเนื้อแน่น ไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป หากนุ่มเกินไปจะทำให้เกิดการงอตัวได้ขณะนอน แล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็มักจะติดนอนมาก นอกจากนี้ควรเลือกใช้ผ้าปูที่นอนคุณภาพดีไม่เป็นขุยง่าย พอดีกับที่นอน เพราะว่าเราต้องขึงผ้าปูให้ตึงไม่มีรอยย่น รอยพับเพื่อป้องกันไม่การเกิดการถูไถผิวหนัง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกนอนไม่สบาย ไม่สบายตัว และอันจะนำสู่การเกิดแผลกดทับได้

3. ท่านอนในผู้ป่วยอัมพาต เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก เพราะการนอนทับแขน หรือขาข้างที่เป็นอัมพาตนานๆ จะทำให้เกิดการบวมเกิดข้อต่อยึดติดได้ง่าย หรือการปล่อยให้ผู้ป่วยนอนอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานๆ เป็นสาเหตุให้เกิด แผลกดทับขึ้น ดังนั้นญาติ หรือผู้ดูแลต้องเปลี่ยนท่านอนให้บ่อยๆ อย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง

กินวิตามินตอนไหนถึงจะให้ผลดีที่สุด ?

กินวิตามินตอนไหนถึงจะให้ผลดีที่สุด ?
โดยทั่วไปแล้ววิตามินมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ละลายในน้ำ และกลุ่มที่ละลายในไขมัน ซึ่งเวลาไหนควรกินไม่ควรกิน กินเวลาไหนจะให้ผลดีกว่ากันก็มีความแตกต่างกัน มาดูกันดีกว่าว่ากินยังไงกินกันตอนไหนบ้างถึงดี

วิตามินกลุ่มละลายในไขมัน
• วิตามินเอ หากรับประทานวิตามินเอจะช่วยในเรื่องของระบบสายตา และเสริมสร้างเนื้อเยื่อ
• วิตามินอี ซึ่งดูแลเรื่องเม็ดเลือดแดงและผิวหนัง
• วิตามินดี
• วิตามินเค
• วิตามินเสริมอย่าง Co Q10
วิตามินเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปแคปซูลนิ่ม (Soft Gelatin Capsule) เปลือกแคปซูลของมันจะถูกออกแบบมาให้นิ่มสามารถแตกได้ง่าย จึงเหมาะกับการที่จะกินหลังอาหารให้วิตามินแตกตัวจะละลายไปกับไขมันในอาหารแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
กลุ่มวิตามินละลายได้ดีในไขมัน ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินอี รวมถึงวิตามินตัวอื่น ๆ มีคำแนะนำจากแพทย์ว่าให้กินหลังอาหารจะดีที่สุด เนื่องจากร่างกายจะสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าการกินในช่วงท้องว่าง

วิตามินกลุ่มละลายในน้ำ
• วิตามินซี ที่สาวๆ ชอบทานมีส่วนช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสเปล่งปลั่ง และทุกคนนิยมทานเพื่อช่วยป้องกันไข้หวัดได้ด้วย ดังนั้นจึงเหมาะที่จะช่วงเวลาไหนก็ได้ แต่แนะนำว่าควรกินในเวลาเดียวกันของทุกๆ วัน จะได้ผลมากที่สุด
• วิตามินบีรวม วิตามินบีมีอยู่หลายชนิด ได้แก่
o วิตามินบี 1 ช่วยบำรุงประสาท
o วิตามินบี 2 ช่วยบำรุงผิวพรรณ
o วิตามินบี 3 ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล และดูแลเรื่องระบบย่อยอาหาร
o วิตามินบี 5 ช่วยให้ลดความตึงเครียด
o วิตามินบี 9 หรือกรดโฟลิก ช่วยชะลอการหงอกของเส้นผมและบำรุงผิวพรรณ
การกินวิตามินบีรวมควรกินโดยไม่แยกชนิด เพราะจะส่งเสริมออกฤทธิ์ได้ดีกว่า ช่วงเวลาในการกินนั้นควรเป็น 30-60 นาที ก่อนทานอาหาร เพราะร่างกายจะดูดซึมไปใช้ได้ทีที่สุด
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น หรือ Grape Seed สามารถกินพร้อมน้ำเปล่าเวลาไหนก็ได้ แต่ควรเป็นเวลาเดียวกันกับที่กินในทุก ๆ วัน

หน้าฝน ป่วยง่าย ไม่สบายง่าย ควรระวัง

เมื่อเข้าหน้าฝน การเจ็บไข้ไม่สบายก็ดูเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะเป็นอีกฤดูหนึ่งที่โรคอันตรายนั้นสามารถแพร่เชื้อได้ง่าย เพราะด้วยความชื้น และอากาศที่ร้อนอบอ้าว จึงเป็นช่วงที่เชื้อโรค ไวรัส และแบคทีเรียต่างๆ เจริญเติบโตได้ดี อีกทั้งโรคติดต่อที่มากับฝนก็มีมากมายเช่นกัน นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค จึงออกเตือนประชาชนชาวไทยให้ระมัดระวังกลุ่มโรคที่อาจพบได้ในช่วงฤดูฝน ดังนี้

กลุ่มโรคควรระวังช่วง “หน้าฝน”

  • กลุ่มโรคที่ 1 เป็นโรคติดต่อทางระบบหายใจ
    โรคติดต่อทางระบบหายใจ ได้แก่โรคไข้หวัดใหญ่ พบได้ในทุกอายุ พบป่วยมากในเด็กเล็ก ส่วนผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ส่วนโรคปอดบวม หรือปอดอักเสบ เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อทางการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายหรือไอจามรดกัน ป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำร่างกายให้อบอุ่น หมั่นล้างมือ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

  • กลุ่มที่ 2 มี 5 โรคที่มียุงเป็นพาหะ
    โรคที่มียุงเป็นพาหะ ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ มาลาเรีย ไข้ปวดข้อยุงลาย โรคติดเชื้อไวรัสซิกา ทั้งหมดป้องกันได้ด้วยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด

 

  • กลุ่มที่ 3 โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ
    โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ได้แก่ อหิวาตกโรค เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหาร น้ำดื่ม หรือจากแมลงวันที่เป็นพาหะนำโรค

ส่วนโรคไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อจากการสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง น้ำลาย เลือดจากผู้ป่วย

ทั้ง 2 โรคป้องกันด้วยการรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ไม่มีแมลงวันตอม อาหารค้างมื้อควรอุ่นให้ร้อนจัดก่อนรับประทาน หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ ดื่มน้ำสะอาด และฉีดวัคซีนป้องกันโรค

  • กลุ่มที่ 4 โรคติดต่ออื่นๆ
    โรคติดต่ออื่นๆ ได้แก่ โรคมือ เท้า ปาก พบบ่อยในเด็ก เพราะเด็กๆ ไม่ได้มีการระมัดระวังตัว จากการไม่แพร่เชื้อ หรือไม่สัมผัสเชื้อ กลุ่มโรคเหล่านี้จึงระบาดได้ง่ายในเด็กและในทุกปีช่วงฤดูฝนหรือเปิดเทอม ติดต่อจากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระของผู้ป่วย ส่วนโรคเลปโตสไปโรซิส เชื้อแบคทีเรียจะเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยถลอก เยื่อบุตา จมูก ปาก หรือไชเข้าผิวหนังที่แช่น้ำนานจนอ่อนนุ่ม

 

  • กลุ่มที่ 5 ภัยสุขภาพในฤดูฝน
  1. อันตรายจากการรับประทานเห็ดพิษ ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานเห็ดที่ไม่รู้จัก
  2. อันตรายจากสัตว์มีพิษ ควรจัดบ้านให้สะอาด ไม่ให้เป็นที่หลบซ่อนของสัตว์มีพิษ ระวังเมื่อต้องเข้าไปในที่รก กอหญ้า หรือกองไม้
  3. ส่วนภัยจากฟ้าผ่า เมื่อมีฝนตกฟ้าคะนอง ให้หลบในที่ปลอดภัย เช่น อาคารขนาดใหญ่ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือกลางแจ้งในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากจะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าเข้ามาในโทรศัพท์มือถือได้
  4. ขับรถด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากฝนตกถนนจะลื่นทำให้ระยะการหยุดรถยาวกว่าปกติ และยังลดทัศนวิสัยการมองเห็นในการขับขี่

เลี่ยงเกาต์-ข้ออักเสบ ด้วยการเลือกทาน

โรคข้ออักเสบ และเกาต์ย่อมส่งผลให้ร่างกายเกิดความเจ็บปวดและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ฉะนั้นการป้องกันโรคข้ออักเสบและเกาต์เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ ยิ่งคนที่ป่วยด้วยโรคเกาต์และข้ออักเสบอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งต้องดูแลอาหารการกินต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเลือกและควบคุมได้ด้วยตนเอง เพื่อให้ห่างไกลหรือบรรเทาอาการจากโรคให้เบาลงได้

โรคเกาต์ คืออะไร ?
นักกำหนดอาหาร และคลินิกโรคข้อและรูมาติสซั่ม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวเกี่ยวกับโรคเกาต์ว่า เป็น โรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริกภายในข้อ และข้อที่มักพบการอักเสบจากโรคเกาต์ได้บ่อย เช่น ข้อโคนหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ เป็นต้น

อาการของโรคเกาต์
โรคเกาต์จะมีอาการของข้ออักเสบเฉียบพลัน ข้อจะบวมแดงและร้อน บางรายอาจมีไข้ ในระยะแรก อาการของโรคจะเป็น ๆ หาย ๆ ถ้าไม่เข้ารับการรักษาต่อเนื่อง ข้อที่อักเสบก็จะกำเริบบ่อย ๆ เป็นนานขึ้น และเป็นหลายข้อพร้อมกันได้ ผู้ที่เป็นโรคเกาต์มานาน ไม่เข้ารับการรักษาให้ถูกต้อง จะมีการตกผลึกกรดยูริกเพิ่มมากขึ้น ตามข้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ จะเป็นปุ่มก้อนใต้ผิวหนังได้

บริเวณที่พบได้บ่อย เช่น หลังเท้าและนิ้วเท้า ตาตุ่ม ข้อศอก นิ้วมือ ใบหู เป็นต้น อาการของโรคไตจากการเป็นโรคเกาต์มานาน อาจเกิดการสะสมของผลึกกรดยูริก จนเป็นนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือเกิดผลึกกรดยูริกในเนื้อเยื่อของไต ก่อให้เกิดภาวะไตอักเสบเรื้อรัง และภาวะไตวายได้

โรคข้ออักเสบ คืออะไร ?
โรคข้ออักเสบ (Arhritis) ที่พบบ่อยมีอยู่ 2 ชนิด คือ โรคข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบเรื้อรัง (Osteoarthritis) และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือปวดข้อรูมาตอยด์ (The Rumatoid arthritis) โรคข้อเสื่อมนั้นเกิดจากความทรุดโทรมของกระดูกอ่อนที่หุ้มข้อกระดูกค่อย ๆ หายไป ทำให้ข้อกระดูกเสียดสีกันเวลาเคลื่อนไหว จนเกิดอาการข้อยึด ส่งผลให้ปวดบริเวณข้อ โดยเฉพาะเวลาอากาศเย็น

ส่วนโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่สาเหตุที่พบบ่อยคือ เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติของร่างกาย เกิดการทำลายข้อต่อกระดูกของตนเอง และโรคนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย และเพศหญิงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้ได้มากกว่าเพศชาย ทั้งยังเป็นโรคเรื้อรังที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ไปตลอด

อาหารลดอาการ / เลี่ยงโรคข้ออักเสบ-เกาต์
การดูแลสุขภาพเพื่อบรรเทาอาการโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ด้วยการรับประทานอาหารก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพ โดยมีข้อแนะนำดังนี้

  1. ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง เพราะช่วยบำรุงข้อต่อกระดูกและลดอาการอักเสบตามข้อได้ มีข้อมูลจากงานวิจัยปริมาณไขมันทั้งหมด กรดโอเมก้า 6 และ กรดโอเมก้า 3 ในปลาทะเลและปลาน้ำจืดของไทย พบว่าปลาดุกมีกรดไขมันโอเมก้า 3 อยู่ที่ 0.46 กรัม มากกว่าปลากะพงขาว ซึ่งพบ 0.40 กรัม และต้องเลือกวิธีปรุงให้ถูกต้อง เพราะโอเมก้า 3 จะสูญสลายไปได้ง่ายหากผ่านความร้อนสูงจึงควรหลีกเลี่ยงการทอด
  2. รับประทานอาหารที่มีพลังงานต่ำเพื่อควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติให้มากที่สุด โดยควรรับประทานผักต่าง ๆ อย่างน้อย 400 กรัมต่อวันและควรบริโภคโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากเกินไป โดยเน้นโปรตีนไขมันต่ำ โปรตีนจากพืช
  3. หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เป็นต้น
  4. กินผลไม้สด เลี่ยงน้ำผลไม้เพราะมีน้ำตาลสูง
  5. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ 8 – 10 แก้วต่อวัน
  6. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เมนูอาหาร ลดความเสี่ยง/บรรเทาอาการโรคข้ออักเสบ-เกาต์
เมนูอาหารทำง่ายเพื่อเลี่ยงโรคข้ออักเสบและเกาต์

  1. น้ำพริกปลาดุกย่าง เริ่มต้นจากผสมน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทราย พริกขี้หนูซอย หอมแดงซอย ต้นหอมซอย ผักชีฝรั่ง ข้าวคั่ว และใบสะระแหน่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน คั่วพริกแห้ง หอมแดง กระเทียมพอเกรียม ตำพริกหยาบๆ ใส่หอมแดง กระเทียมตำให้ละเอียด ใส่เนื้อปลาดุกย่างลงไปตำรวมกันให้ละเอียด ปรุงรส น้ำปลา น้ำมะขาม น้ำตาล ชิมรสตามชอบ รับประทานแกล้มกับผักสดหรือผักลวก
  2. ลาบเต้าหู้ โดยใช้ส้อมยีเต้าหู้ให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วคั่วในกระทะจนแห้ง ผสมน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทราย พริกขี้หนูซอย หอมแดงซอย ต้นหอมซอย ผักชีฝรั่ง ข้าวคั่ว และใบสะระแหน่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน รับประทานแกล้มกับผักสด เป็นเมนูสุขภาพที่ได้คุณประโยชน์เพื่อหลีกเลี่ยงโรคข้ออักเสบ & เกาต์ และวิตามินและแร่ธาตุจากผักและปลาไปพร้อมๆ กัน

เพราะอาการปวดข้อ ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นข้ออักเสบหรือเกาต์ ดังนั้นการใส่ใจดูแลเรื่องการรับประทานอาหารคือหัวใจสำคัญ นอกจากนี้ควรหมั่นสังเกตตนเอง หากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์ผู้ชำนาญการโดยเร็วเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด

โรคหลอดเลือดสมองภัยเงียบที่ต้องเฝ้าระวัง

โรคเส้นเลือดในสมองตีบ นั้นจัดว่าเป็นภัยเงียบที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากอาการที่มักไม่แสดงออกอย่างเด่นชัด ไม่มีการเจ็บป่วยหรือแสดงอาการล่วงหน้า ซึ่งอันตรายมากในบางรายอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในทันทีหรือ เป็น “อัมพฤกษ์ – อัมพาต” ได้ ทีนี้เรามาดูสัญญาณอันตรายเสี่ยงหลอดเลือดสมองตีบกันค่ะ เพื่อจะได้ป้องกันก่อนจะสายเกินแก้

หลอดเลือดในสมองตีบ เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดสมองอย่างหนึ่ง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง สิ่งที่ทำให้เส้นเลือด หรือหลอดเลือดตีบ คือการที่มีลิ่มเลือดเข้าไปอุดตันในเส้นเลือด หรืออาจจะมีลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดสมอง และขยายใหญ่ขึ้นจนอุดตันเส้นเลือดในสมองหรือทำให้เส้นเลือดในสมองตีบจนเลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก ส่งผลให้การทำงานของสมองหยุดชะงัก ทำให้ให้เซลล์สมองถูกทำลายเสียหาย อาจกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตและอาจเสียชีวิตได้

โรคเส้นเลือดในสมองตีบ, หลอดเลือดสมองตีบ

สัญญาณอันตราย เสี่ยงหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

1. มีอาการชา หรืออ่อนแรงที่ใบหน้า และ/หรือบริเวณแขนขาครึ่งซีกของร่างกาย

2. พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว ขยับปากได้ไม่ปกติ น้ำลายไหล กลืนลำบาก

3. ปวด หรือเวียนศีรษะเฉียบพลัน และอาเจียน

4. ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือเห็นเพียงครึ่งซีก หรืออาจจะตาบอดข้างเดียวเฉียบพลัน

5. เดินเซ ทรงตัวลำบาก

อาการเหล่านี้อาจเกิดเพียงชั่วคราวแล้วหายไป อาจจะเกิดขึ้นหลายครั้งเป็นๆ หายๆ หรืออาจจะมีอาการตอนที่หลอดเลือดอุดตันจนมีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองไม่เพียงพอกะทันหัน จนทำให้สมองขาดเลือดถาวร ดังนั้นหากมีสัญญาณตามอาการดังกล่าวแม้เพียงครั้งเดียว ก็ควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยทันที เพราะหากไม่ถึงชีวิต ก็อาจมีความเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้เช่นกันค่ะ