จุดเสี่ยงสาธารณะ เสี่ยงโควิด-19 งดสัมผัส

ในช่วงเวลาที่ยากลำบากของปีที่ผ่านมาตนมาถึงปัจจุบัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19) ยังคงไม่หายไป ยังไม่มียาหรือวัคซีนที่สามารถรักษาได้ มีแต่รักษากันไปตามอาการ ดังนั้นตอนนี้สิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อเซฟตัวเอง คือ ลดการใช้มือสัมผัสกับสิ่งต่างๆ รวมถึงใบหน้าของเราเองด้วย ทำไมถึงต้องล้างมือบ่อยๆ ลองนึกภาพตามว่า มือเราไปสัมผัสสิ่งต่างๆ รอบตัวมามากเท่าไหร่ในแต่ละวัน สิ่งของที่เราเผลอเอามือไปสัมผัสไปจับ มีสารคัดหลั่งที่เกิดจากการไอ จาม มาเท่าไหร่ มีใครสัมผัสตำแหน่งเดียวกับเรามากี่คนแล้ว ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลย

การที่เราล้างมือบ่อยๆ ทำความสะอาดมือบ่อยๆ จึงเป็นการลดการแพร่เชื้อไวรัสจากผู้ติดเชื้อที่อาจจะไอจามใส่สิ่งของเหล่านั้นโดยตรง หรืออาจจะไอจามใส่มือแล้วมาจับสิ่งของต่างๆ ที่เราอาจจับต่อมาอีกที การร่วมใจโดยลดการสัมผัสสิ่งของสาธารณะ รวมถึงล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ และหมั่นทำความสะอาดส่วนที่ต้องใช้ร่วมกันให้บ่อยครั้งขึ้นจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราสามารถทำได้เพื่อเซฟตัวเอง
วันนี้เราไปสำรวจกันดีกว่ามีจุดสาณารณะไหนบ้างที่สะสมเชื้อโรคไว้บ้าง

1. เหรียญ และธนบัตร หรือเงินสด
เงินสดนี่แหละค่ะ ตัวการสะสมเชื้อโรคส่งต่อจากคนสู่คนมากมากเท่าไหร่แล้วกว่าจะมาถึงเรา หลังจับธนบัตร หรือเหรียญ จึงควรรีบทำความสะอาดมือ ด้วยเจลแอลกอฮอล์ หรือสบู่ทันที หรือถ้าเป็นไปได้ ลดการใช้เงินสด แล้วใช้วิธีจ่ายเงินผ่านการโอน หรือตัดบัตรเครดิตแทน

2. ที่จับประตู หรือลูกบิดประตู
คงจะเคยเห็นใคร หลายๆ คน พยายามใช้ไหล่ดันเพื่อเปิดประตูแทนใช่ไหมคะ ถ้าหากคุณเห็นคนเหล่านี้โปรดรับรู้เลยค่ะ ว่าเขาเหล่านี้เซฟตัวเองอยู่ ถ้าหากใครคิดว่ามันน่าจะทำยากก็ลอง ใช้สเปรย์แอลกอฮอล์ฉีดบนทิชชู แล้วเช็ดลูกบิดประตูก่อนสัมผัสแทนก็ได้ค่ะ

3. โต๊ะทำงาน
ความทำความสะอาดโต๊ะทำงานของตนเองอยู่เสมอด้วยแอลกอฮอล์ แหล่งสะสมเชื้อโรคเลย ถ้าจะให้ดีก็หมั่นทำความสะอาดบ่อยๆ นะคะ

4. โทรศัพท์สำนักงาน และโทรศัพท์มือถือ
ควรทำความสะอาดบ่อยๆ และถอดเคสออกมาเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค

5. ราวบันไดเลื่อน
หากจำเป็นต้องจับ ควรรีบทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์หรือสบู่ทันที สำหรับเจ้าของสถานที่ที่มีราวบันไดเลื่อน ก็จะนิยมให้พนักงานมาทำความสะอาดทุกๆ 1 ชั่วโมง

6. ปุ่มกดลิฟต์
ใช้ปากกา ปลายกุญแจ หรือไม้จิ้มฟัน หรือถ้าไม่มีอะไรในมือเลยก็สามารถใช้ข้อศอกได้ ในการกดปุ่มลิฟต์แทนนิ้วมือ เพื่อลดการสัมผัสกับปุ่มลิฟต์โดยตรง

7. บัตรคูปองอาหาร บัตรจอดรถแบบบัตรแข็ง
เราอาจจะใช้แอลกอฮอล์เข้มข้นไม่ต่ำกว่า 70% ฉีดที่บัตรทุกครั้งที่ได้รับบัตรมา อย่าไปกลัวเปลือง เพราะฉีดเราสำคัญกว่ามาก

8. ตู้ ATM หรือตู้อัตโนมัติต่างๆ
ควรรีบทำความสะอาดมือ ด้วยเจลแอลกอฮอล์ หรือสบู่ทันทีหลังจากสัมผัสตู้

9. ห้องน้ำสาธารณะ
ใช้ทิชชูสัมผัสกับอุปกรณ์ทุกอย่างในห้องน้ำแทน ใช้สเปรย์แอลกอฮอล์เช็ดบริเวณที่ต้องสัมผัส และหลังจากเสร็จธุระ ควรทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ หรือสบู่ทันที

10. พัสดุ
ใช้สเปรย์แอลกอฮอล์ฉีด ทิ้งไว้ในห้องแยกเป็นเวลา 2 วันก่อนสัมผัส แต่หากไม่สามารถทิ้งพัสดุเอาไว้ได้ ก็ให้เช็ดทำความสะอาดก่อนจับต้อง

โรคเอดส์หรือHiv

  โรคเอดส์ เป็นโรคโรคหนึ่งที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เรียกอีกชื่อทางการเเพทย์ว่าโรค Hiv ที่ไม่มียารักษาหายไห้หายขาด มีเเต่ยาต้านเอดส์ หรือมี ชุดตรวจ hiv ให้เลือกใช้โดยการตรวจก่อนสามารถป้องกันไห้ไม่สามารถลุกลามเข้าไปทำลายส่วนอื่นๆได้เป็นโรคที่พบได้บ่อย เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การสำส่อนทางเพศ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ก็อาจทำไห้เกิดโรคเอดส์ได้ ทางที่ดี ถ้าเกิดกลัวเป็นอะไร ควรไปตรวจร่างกายก่อนทุกครั้งก่อนที่จะเเต่งงาน หรือ ใช้ชีวิตคู่กับคนอื่น

เพราะถ้าเรารู้ตัวเองเเต่ไม่ไปตรวจ ก็อาจจะเป็นผลเสียด้วยกันทั้งคู่ อย่าอายที่จะเข้าไปตรวจหาเชื้อเอดส์ การตรวจหาโรคเอดส์ โรงพยาบาลรัฐทุกโรงตรวจฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เเถมยังเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับของเราอีกด้วย ถ้าเป็นเเล้วได้เข้าการรักษาที่ทันเเละรวดเร็วจะได้รับยาต้านโรคเอดส์ทันที ทำไห้เราเป็นคนปกติเเบบทั่วไป ทำไห้อายุยืนยาว

พอเรารู้ตัวว่าเป็น เราจะได้ระมัดระวังไม่เเพร่เชื้อไปไห้คนอื่น เเละจะได้กินยา เเละตระหนักถึงการกินยาที่ตรงเวลามากขึ้น สร้างนิสัยที่ดีมีความรับผิดชอบ คนที่สงสัยว่าตัวเองจะเป็นก็กล้าที่จะไปตรวจได้โดยที่ไม่อาย 

ในปัจจุบัน คนทุกคนเข้าใจว่าคนเป็นเอดส์น่ารังเกียจ เเละไม่อยากมีใครเข้าใกล้ จึงเป็นความเข้าใจที่ผิดๆ ส่วนยาต้านไวรัสนั้น ถ้าคนมีเชื้อเเละรู้ตัวเองทันที ภายใน7วัน ก็จะได้รับยาต้านไวรัสตัวนี้ ซึ่งยาต้านไวรัสตัวนี้ สามารถต้านไวรัสเอดส์ได้ถึง100% การติดเชื้อเอดส์ จะติดต่อผ่านสารคัดหลั่ง เช่น อสุจิ เลือด หรืออะไรที่เป็นสารคัดหลั่งทุกชนิด คนที่มีเชื้อ สามารถเเพร่กระจายได้อย่างง่ายดาย ถ้าผู้ติดเชื้อไม่ยอมบอกคนที่ร่วมนอนด้วย ก็ง่ายต่อการเเพร่เชื้อไปอีก โรคเอดส์ถือเป็นโรคที่พบได้ในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อใหม่มากกว่า100คน ซึ่งเป็นผู้ป่วยรายใหม่ 

ซึ่งทุกคนที่รู้ตัว จะได้รับยาต้านเชื้อ Hiv ซึ่งถ้ารักษาทันภายใน7วัน ก็จะสามารถหายจากโรค Hiv ได้อย่างหายขาดที่สำคัญ โรคเอดส์ ถ้ารู้เร็ว ก็หายเร็ว ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว กินยาอย่างตรงเวลาเเละถูกต้อง เเละอีกอย่าง ถ้าเราบอกคนรอบข้าง คนรอบข้างก็จะไห้กำลังใจเรา ทำไห้เราไม่เครียด มีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะคนเป็นโรคนี้ก็เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป เพียงเเต่คนที่รังเกียจเรานั้น ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์พอ ว่ามันไม่ได้ติดกันง่ายขนาดนั้น ต้องติดผ่านทางสารคัดหลั่งต่างๆ นอกจากจะมีเพศสัมพันธ์เเละสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ Hiv ถึงจะติดต่อกันได้

น้ำเต้าหู้ของดีมีคุณค่าทางโภชนาการจริงหรือไม่

   หากพูดถึงขนมปาท่องโก๋สิ่งที่จะต้องกินคู่กันคือ น้ำเต้าหู้อย่างแน่นอน ซึ่งปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้เป็นของงที่ผู้คนมักจะกินร่วมกันมานานแล้วและในปัจจุบันการกินน้ำเต้าหู้กับปลาท่องโก๋ก็ยังเป็นที่นิยมอยู่  สำหรับน้ำเต้าหู้ก็คือ การที่เรานำถั่วเหลืองมาสกัดทำเป็นนำดื่ม โดยวิธีการจะเป็นการนำถั่วเหลืองที่ต้มสุกแล้วมาบดและปั่นให้ละเอียดรวมกับน้ำเปล่า และหลังจากนั้นก็กรอกงเอาการของถั่วเหลืองออกให้เหลือแต่น้ำแล้วนำไปต้มให้เดือดอีกครั้ง

ซึ่งหากใครชอบหวาน ชอบเค็มก็สามารถปรุงเพิ่มโดยการใส่น้ำตาลหรือว่าเกลือก็ได้  

          หากใครถามว่าน้ำเต้าหู้มีประโยชน์จริงหรือไม่ สามารถบอกได้เลยว่าจริงซึ่งเคยมีการทำลองนำน้ำเต้าหู้มาเปรียบเทียบกับน้ำนมของวัวชนิดขาดมันเนย  โดยมีการวัดระดับไขมันและน้ำตาล ซึ่งผลที่ออกมาการกินน้ำเต้าหู้จะช่วยเรื่องของการลดไขมันในเลือดได้มากกว่านมขาดมันเนยเสียอีก และยังมีการทดลองเกี่ยวกับจำนวนคอลเลสเตอรอลในร่างกายเมื่อมีการกินนมถั่วเหลืองซึ่งผลก็ออกมาว่า การกินน้ำเต้าหู้คอลเลสเตอรอลก็ลดลงเช่นกัน ดังนั้นเราจึงสามารถกล่าวได้ว่าการดื่มน้ำนมถั่วเหลืองนั้นดีและมีประโยชน์ ซึ่งในหญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์มักจะนิยมกินน้ำนมถั่วเหลืองกันมาก

เพราะมีการบอกเล่าต่อๆกันมากว่าการกินนมถั่วจะทำให้เด็กที่เกิดออกมามีผิวขาวเนียนสวย ซึ่งนอกจากน้ำเต้าหู้จะช่วยลดไขมันและคอลเลสเตอรอลแล้วยังช่วยลดระดับความดันโลหิตสูงและยังมีผลการวิจัยพบว่าการที่คนเรากินนมเปรี้ยวที่ทำมาจากนมถั่วเหลืองหมักนั้นจะมีผลทำให้เป็นการช่วยเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งแบคทีเรียที่นมเปรี้ยวน้ำเต้าหู้เข้ามาเพิ่มนี้เป็นแบคทีเรียชนิดดีและมีประโยชน์ต่อลำไส้ด้วยและที่สำคัญการที่เรากินนมถั่วเหลืองเข้าไป มันจะเข้าไปช่วยเพิ่มจำนวนของวิตามินดี และยังช่วยเรื่องของการบำรุงกระดูกทำให้กระดูกของคนที่กินนมถั่วเหลืองเสื่อมสภาพได้ช้าลงอีกด้วย

แต่การที่เรากินนมถั่วเหลืองในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นของร่างการก็อาจจะมีผลข้างเคียงกับคนที่กินได้เหมือนกัน เช่น กินเข้าไปแล้วท้องผูก หรือท้องเฟ้อ หรือมีอาการเวียนหัวคลื่นไส้ อันมีสาเหตุมาจากแพ้นมถั่วเหลือง ดังนั้นการทีจะกินนมถั่วเหลืองจึงไม่ควรทานมากเกินไปและควรมีการตรวจสอบก่อนทานนมถั่วเหลืองว่าตัวเรานั้นเป็นที่แพ้ถั่วเหลืองหรือไม่ เพราะหากแพ้ไม่ควรทานเพราะจะเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick

ลดน้ำหนักให้ถูกวิธี หุ่นดีแน่นอน

เชื่อเลยว่าสาวๆหนุ่มๆกลุ่มคนสมัยใหม่หลายคนกำลังหันกลับมาดูแลหุ่นและสุขภาพของตัวเองกันเป็นอย่างมาก อย่างว่าแหละนะในสมัยใหม่นี้ถึงจะพยายามที่จะเปิดใจยอมรับตัวตนใครสักคน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่เราจะพิจารณาก็คือ รูปลักษณะภาพนอก ซึ่งมีอิทธิพลกับสิ่งต่างเป็นอย่างมากเช่น การทำงาน เพราะสายงานบางอาชีพนั้นจะคัดเลือดจากรูปร่าง หน้าตา เป็นสิ่งแรก อาจจะดูไม่ยุติธรรมไปหน่อยแต่เราก็ไม่สามารถฝืนกฎข้อดีไปได้ หลายๆคนจึงต้องพยายามปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น

อันดับแรกเลยคือการที่คุณจะต้องมีรูปร่างที่ดี แน่นอนว่าเราทุกคนจะรู้ตัวดีอยู่เสมอว่าการลดหุ่นหรือลดน้ำหนักนั้นมีวิธีการอย่างไรบ้าง มันก็คงจะหนีไม่พ้นการควบคุมอาหาร และ การออกกำลังกาย อย่างแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าคุณจะทำมันเลยแบบไม่สนใจอะไรเลยไม่ได้ เพราะคุณจะต้องศึกษาข้อมูลรายละเอียดของร่างกายคุณเสียก่อนว่า คุณนั้นมีการแพ้อาหารประเภทไหนหรือไม่ เชื่อเลยว่าคุณจะต้องหาแนวทางการลดน้ำหนักจากการรีวิวจากหลายๆคน ที่ประสบความสำเร็จสำเร็จในการลดน้ำหนัก

ซึ่งมันไม่ได้เป็นวิธีที่ผิดแต่อย่างใด คุณสามารถที่จะนำวิธีเหล่านั้นมาปรับใช้กับตัวของคุณได้ แต่ก้อย่าลืมว่าร่างกายของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน ถ้าหากว่าวิธีไหนที่คุณทำแล้วไม่สำเร็จ คุณจะต้องกลับมาพิจารณาใหม่ว่ามันเป็นเพราะเหตุใด ปัจจัยแรกคือ อาหาร อันดับแรกคุณต้องสังเกตว่าคุณแพ้อะไรประเภทไหนหรือแพ้อะไร ในทางที่ดีคุณจะต้องไปทำการตรวจที่โรงพยาบาล ซึ่งจะมีข้อดีอยู่มากเพราะการไปตรวจที่โรงพยาบาลนั้น นอกจากจะตรวจหาอาหารที่คุณแพ้ ยังสามารถตรวจได้ว่าร่างกายของคุณนั้นเหมาะสมกับอาหารประเภทใด

ที่ร่างกายจะสามารถทำการย่อยได้ดีอีกด้วย หรือ ที่เขาบอกกันว่าอาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดนั้นเอง ปัจจัยต่อมาคือ การออกกำลังกาย ถ้าเทียบกับอาหารยังถือว่าเป็นปัจจัยรอง หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า ถ้าอยากผอม หุ่นดี น้ำหนักลดลงเร็วๆ จะต้องออกำลังกายเยอะๆ หนักๆ ผลลัพธ์ที่ได้หากจะถามว่าผอมลงเร็วหรือไม่ น้ำหนักลงเร็วหรือไม่ ก็จะตอบว่า จริง

แต่สิ่งได้กลับคืนมานั้นจะข้อเสียมากกว่า ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรง โทรม เพราะหลักการของการออกกำลังกายคือ ต้องมีพลังงานจากสารอาหารมาเป็นแรงขับในการออกกำลังกาย จึงเกิดคำถามที่ว่า ถ้าอย่างนั้นคุมอาหารอย่างเดียวก็ได้ ไม่ต้องออกกำลังกาย แน่นอนว่าก็ได้เช่นเดียวกัน แต่หุ่นของคุณอาจจะดูไม่หย่อนคล้อย เพราะถ้าจะให้ดีนั้นควรที่จะควบคู่กันไปทั้งสองอย่างเลยดีกว่า

 

สนับสนุนโดย  วิธีอยู่ร่วมกับคนติดเชื้อเอดส์

ระวังสนิมที่อยู่ใน ช้อน-ส้อม ของคุณ

ระวังสนิมที่อยู่ใน ช้อน-ส้อม ของคุณ
“ช้อน-ส้อม” เครื่องมือทั่วโลกใช้สำหรับทานอาหาร เริ่มแรกวัฒนธรรมการกินของประเทศไทยจะใช้มือสำหรับในการเปิบของกินเพื่อตักเข้าปาก วัฒนธรรมที่เข้ามาในไทย ทำให้มีการใช้อุปกณณ์ที่ชื่อว่าช้อน ส้อมขึ้นมา ช้อนสร้างขึ้นจากวัสดุสิ่งของที่แตกต่างหลากหลายชนิด ซึ่งทำให้ช้อนมีความไม่เหมือนกันไป อีกทั้งสร้างขึ้นจาก โลหะ ไม้ พลาสติก หิน หรืออื่นๆ แต่ที่ได้รับความนิยมคือ โลหะ เนื่องจากว่าโลหะมีแรงต้านทานการกัดกร่อนได้สูง ไม่กำเนิดปฏิกริยากับกรดดและด่าง และไม่แตกหักเสียหายง่าย ทั้งแข็งแรงต่อการนำมาใช้งาน แม้กระนั้นโลหะก็มีข้อเสีย ด้วยเหตุว่าเมื่อโลหะเกิดการออกไซด์นำมาซึ่งการกัดกร่อนของเนื้อโลหะ จะมีผลให้กำเนิดสิ่งที่เรียกกันว่า “สนิม” มีลักษณะเป็นเนื้อพรุน ซึ่งถือได้ว่าเป็นภัยร้ายต่อร่างกายของคุณ เวลาถัดมาได้การสร้างสรรค์การทำช้อนขึ้นโดยมีการผสมโลหะกับสิ่งต่างๆ เพื่อป้องการเกิดสนิมได้สำเร็จ แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ราคาที่แพงขึ้น ทำให้หลายๆ ครอบครัวยังเลือกใช้ช้อน-ส้อมที่มีราค้นทุนต่ำ ซึ่งเสี่ยงจะต้องเจอกับ “สนิม”

จะต้องสุขภาพย่ำแย่ด้วยเหตุว่า”สนิม” !!!
“สนิม” สามารถทำให้สุขภาพร่างกายของเราเสียหายได้ ซึ่งถ้าคุณใช้ช้อน-ส้อมที่ขึ้นสนิม ซึ่งก็คือคุณกำลังกินสนิมเข้าไปพร้อมด้วยของกินในมื้อนั้นของคุณ รวมทั้งสนิมที่คุณกินไปจะเข้าไปสะสมภายในร่างกาย ถึงแม้ในพื้นฐานบางทีอาจไม่มีอาการที่แสดงออกมา หรือยังไม่เกิดผลกระทบอะไรต่อร่างกาย เนื่องจากว่าอาจมีจำนวนสะสมที่ยังไม่มากนัก ถึงแม้ได้รับเข้าหลายครั้ง มีการสะสมเยอะเกินไป อาจมีอาการภาวะความเป็นกรดในเลือดสูง น้ำตาลต่ำ สามารถช็อกและก็เสียชีวิตได้ รวมทั้งหากสะสมเข้าไปแบบเรื้อรัง สนิมนั้นจะไปเข้าสะสมตามอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายคุณ ทำให้อวัยวะภายในร่างกายของคุณนั้นๆ เสียระบบการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น ระบบต่อมไร้ท่อจะไม่ทำงาน ตับบางทีอาจพัง และไตวายได้

ทางที่ดีที่จะทำให้ท่านรอดปลอดภัยจากสนิมในช้อน-ส้อม ได้ คือ วิธีการสำหรับเลือกซื้อช้อน-ส้อม ในแบบที่ไม่กระตุ้นให้เกิดสนิม ซึ่งแม้ว่าจะราคาแพง ราคาสูงกว่า แต่ก็คุ้มกับการที่จะต้องเสียเงินเสียทองไปเพื่อรักษาสุขภาพที่เสียหายจากการสะสมสนิม ถ้าหากว่าคุณจำเป็นที่จะต้องมัธยัสถ์ค่าครองชีพ หรือติดความจำกัดเรื่องการเงินที่ควรต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในประสิทธิภาพที่ด้อยลงมา ขณะที่คุณใช้ช้อน-ส้อมนั้นให้ท่านหมั่นสังเกตดูว่าสนิมขึ้นหรือไม่ ถ้ามีสนิมขึ้นแล้วให้ท่านทิ้งไปโดยทันที เพื่อสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงของตัวคุณเองรวมทั้งคนที่อยู่รอบข้างคุณ

ผู้ป่วยอัมพาตกับการนอน

ผู้ป่วยอัมพาต

ผู้ป่วยอัมพาต นอกจากอาหารการกินจะต้องดูแลให้ดีแล้ว การกายภาพบำบัดก็ต้องทำเป็นประจำ และที่สำคัญคือการจัดวางท่านอนให้เหมาะสม มีการขยับเปลี่ยนท่าไม่ค้างท่าเดิมบ่อยๆ หรือนานๆ เพราะจะยิ่งทำให้อาการแย่ลง หรือเกิดแผลกดทับ

ถ้าในครอบครัวของเรามีผู้ป่วยอัมพาตอยู่ วันนี้เราจะแนะนำเกี่ยวกับการจัดท่านอนให้กับผู้ป่วยอัมพาต ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องคำนึงถึง

1. เตียงนอน เตียงนอนสำคัญมาก เพราะผู้ป่วยอัมพาตส่วนใหญ่มักจะอยู่นอนหรือกิน ที่เตียง หรือใช้เวลาที่เตียงนานมาก จึงควรเป็นเตียงที่แข็งแรง ความสูง พิจารณาโดยสังเกตจากเมื่อผู้ป่วยลุกนั่งห้อยขาบนเตียงแล้ว เท้าผู้ป่วยสัมผัสพื้นได้พอดี

2. ที่นอน ต้องเป็นที่นอนเนื้อแน่น ไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป หากนุ่มเกินไปจะทำให้เกิดการงอตัวได้ขณะนอน แล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็มักจะติดนอนมาก นอกจากนี้ควรเลือกใช้ผ้าปูที่นอนคุณภาพดีไม่เป็นขุยง่าย พอดีกับที่นอน เพราะว่าเราต้องขึงผ้าปูให้ตึงไม่มีรอยย่น รอยพับเพื่อป้องกันไม่การเกิดการถูไถผิวหนัง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกนอนไม่สบาย ไม่สบายตัว และอันจะนำสู่การเกิดแผลกดทับได้

3. ท่านอนในผู้ป่วยอัมพาต เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก เพราะการนอนทับแขน หรือขาข้างที่เป็นอัมพาตนานๆ จะทำให้เกิดการบวมเกิดข้อต่อยึดติดได้ง่าย หรือการปล่อยให้ผู้ป่วยนอนอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานๆ เป็นสาเหตุให้เกิด แผลกดทับขึ้น ดังนั้นญาติ หรือผู้ดูแลต้องเปลี่ยนท่านอนให้บ่อยๆ อย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง

กินวิตามินตอนไหนถึงจะให้ผลดีที่สุด ?

กินวิตามินตอนไหนถึงจะให้ผลดีที่สุด ?
โดยทั่วไปแล้ววิตามินมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ละลายในน้ำ และกลุ่มที่ละลายในไขมัน ซึ่งเวลาไหนควรกินไม่ควรกิน กินเวลาไหนจะให้ผลดีกว่ากันก็มีความแตกต่างกัน มาดูกันดีกว่าว่ากินยังไงกินกันตอนไหนบ้างถึงดี

วิตามินกลุ่มละลายในไขมัน
• วิตามินเอ หากรับประทานวิตามินเอจะช่วยในเรื่องของระบบสายตา และเสริมสร้างเนื้อเยื่อ
• วิตามินอี ซึ่งดูแลเรื่องเม็ดเลือดแดงและผิวหนัง
• วิตามินดี
• วิตามินเค
• วิตามินเสริมอย่าง Co Q10
วิตามินเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปแคปซูลนิ่ม (Soft Gelatin Capsule) เปลือกแคปซูลของมันจะถูกออกแบบมาให้นิ่มสามารถแตกได้ง่าย จึงเหมาะกับการที่จะกินหลังอาหารให้วิตามินแตกตัวจะละลายไปกับไขมันในอาหารแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
กลุ่มวิตามินละลายได้ดีในไขมัน ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินอี รวมถึงวิตามินตัวอื่น ๆ มีคำแนะนำจากแพทย์ว่าให้กินหลังอาหารจะดีที่สุด เนื่องจากร่างกายจะสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าการกินในช่วงท้องว่าง

วิตามินกลุ่มละลายในน้ำ
• วิตามินซี ที่สาวๆ ชอบทานมีส่วนช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสเปล่งปลั่ง และทุกคนนิยมทานเพื่อช่วยป้องกันไข้หวัดได้ด้วย ดังนั้นจึงเหมาะที่จะช่วงเวลาไหนก็ได้ แต่แนะนำว่าควรกินในเวลาเดียวกันของทุกๆ วัน จะได้ผลมากที่สุด
• วิตามินบีรวม วิตามินบีมีอยู่หลายชนิด ได้แก่
o วิตามินบี 1 ช่วยบำรุงประสาท
o วิตามินบี 2 ช่วยบำรุงผิวพรรณ
o วิตามินบี 3 ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล และดูแลเรื่องระบบย่อยอาหาร
o วิตามินบี 5 ช่วยให้ลดความตึงเครียด
o วิตามินบี 9 หรือกรดโฟลิก ช่วยชะลอการหงอกของเส้นผมและบำรุงผิวพรรณ
การกินวิตามินบีรวมควรกินโดยไม่แยกชนิด เพราะจะส่งเสริมออกฤทธิ์ได้ดีกว่า ช่วงเวลาในการกินนั้นควรเป็น 30-60 นาที ก่อนทานอาหาร เพราะร่างกายจะดูดซึมไปใช้ได้ทีที่สุด
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น หรือ Grape Seed สามารถกินพร้อมน้ำเปล่าเวลาไหนก็ได้ แต่ควรเป็นเวลาเดียวกันกับที่กินในทุก ๆ วัน

หน้าฝน ป่วยง่าย ไม่สบายง่าย ควรระวัง

เมื่อเข้าหน้าฝน การเจ็บไข้ไม่สบายก็ดูเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะเป็นอีกฤดูหนึ่งที่โรคอันตรายนั้นสามารถแพร่เชื้อได้ง่าย เพราะด้วยความชื้น และอากาศที่ร้อนอบอ้าว จึงเป็นช่วงที่เชื้อโรค ไวรัส และแบคทีเรียต่างๆ เจริญเติบโตได้ดี อีกทั้งโรคติดต่อที่มากับฝนก็มีมากมายเช่นกัน นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค จึงออกเตือนประชาชนชาวไทยให้ระมัดระวังกลุ่มโรคที่อาจพบได้ในช่วงฤดูฝน ดังนี้

กลุ่มโรคควรระวังช่วง “หน้าฝน”

  • กลุ่มโรคที่ 1 เป็นโรคติดต่อทางระบบหายใจ
    โรคติดต่อทางระบบหายใจ ได้แก่โรคไข้หวัดใหญ่ พบได้ในทุกอายุ พบป่วยมากในเด็กเล็ก ส่วนผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ส่วนโรคปอดบวม หรือปอดอักเสบ เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อทางการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายหรือไอจามรดกัน ป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำร่างกายให้อบอุ่น หมั่นล้างมือ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

  • กลุ่มที่ 2 มี 5 โรคที่มียุงเป็นพาหะ
    โรคที่มียุงเป็นพาหะ ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ มาลาเรีย ไข้ปวดข้อยุงลาย โรคติดเชื้อไวรัสซิกา ทั้งหมดป้องกันได้ด้วยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด

 

  • กลุ่มที่ 3 โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ
    โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ได้แก่ อหิวาตกโรค เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหาร น้ำดื่ม หรือจากแมลงวันที่เป็นพาหะนำโรค

ส่วนโรคไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อจากการสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง น้ำลาย เลือดจากผู้ป่วย

ทั้ง 2 โรคป้องกันด้วยการรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ไม่มีแมลงวันตอม อาหารค้างมื้อควรอุ่นให้ร้อนจัดก่อนรับประทาน หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ ดื่มน้ำสะอาด และฉีดวัคซีนป้องกันโรค

  • กลุ่มที่ 4 โรคติดต่ออื่นๆ
    โรคติดต่ออื่นๆ ได้แก่ โรคมือ เท้า ปาก พบบ่อยในเด็ก เพราะเด็กๆ ไม่ได้มีการระมัดระวังตัว จากการไม่แพร่เชื้อ หรือไม่สัมผัสเชื้อ กลุ่มโรคเหล่านี้จึงระบาดได้ง่ายในเด็กและในทุกปีช่วงฤดูฝนหรือเปิดเทอม ติดต่อจากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระของผู้ป่วย ส่วนโรคเลปโตสไปโรซิส เชื้อแบคทีเรียจะเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยถลอก เยื่อบุตา จมูก ปาก หรือไชเข้าผิวหนังที่แช่น้ำนานจนอ่อนนุ่ม

 

  • กลุ่มที่ 5 ภัยสุขภาพในฤดูฝน
  1. อันตรายจากการรับประทานเห็ดพิษ ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานเห็ดที่ไม่รู้จัก
  2. อันตรายจากสัตว์มีพิษ ควรจัดบ้านให้สะอาด ไม่ให้เป็นที่หลบซ่อนของสัตว์มีพิษ ระวังเมื่อต้องเข้าไปในที่รก กอหญ้า หรือกองไม้
  3. ส่วนภัยจากฟ้าผ่า เมื่อมีฝนตกฟ้าคะนอง ให้หลบในที่ปลอดภัย เช่น อาคารขนาดใหญ่ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือกลางแจ้งในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากจะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าเข้ามาในโทรศัพท์มือถือได้
  4. ขับรถด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากฝนตกถนนจะลื่นทำให้ระยะการหยุดรถยาวกว่าปกติ และยังลดทัศนวิสัยการมองเห็นในการขับขี่

เลี่ยงเกาต์-ข้ออักเสบ ด้วยการเลือกทาน

โรคข้ออักเสบ และเกาต์ย่อมส่งผลให้ร่างกายเกิดความเจ็บปวดและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ฉะนั้นการป้องกันโรคข้ออักเสบและเกาต์เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ ยิ่งคนที่ป่วยด้วยโรคเกาต์และข้ออักเสบอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งต้องดูแลอาหารการกินต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเลือกและควบคุมได้ด้วยตนเอง เพื่อให้ห่างไกลหรือบรรเทาอาการจากโรคให้เบาลงได้

โรคเกาต์ คืออะไร ?
นักกำหนดอาหาร และคลินิกโรคข้อและรูมาติสซั่ม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวเกี่ยวกับโรคเกาต์ว่า เป็น โรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริกภายในข้อ และข้อที่มักพบการอักเสบจากโรคเกาต์ได้บ่อย เช่น ข้อโคนหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ เป็นต้น

อาการของโรคเกาต์
โรคเกาต์จะมีอาการของข้ออักเสบเฉียบพลัน ข้อจะบวมแดงและร้อน บางรายอาจมีไข้ ในระยะแรก อาการของโรคจะเป็น ๆ หาย ๆ ถ้าไม่เข้ารับการรักษาต่อเนื่อง ข้อที่อักเสบก็จะกำเริบบ่อย ๆ เป็นนานขึ้น และเป็นหลายข้อพร้อมกันได้ ผู้ที่เป็นโรคเกาต์มานาน ไม่เข้ารับการรักษาให้ถูกต้อง จะมีการตกผลึกกรดยูริกเพิ่มมากขึ้น ตามข้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ จะเป็นปุ่มก้อนใต้ผิวหนังได้

บริเวณที่พบได้บ่อย เช่น หลังเท้าและนิ้วเท้า ตาตุ่ม ข้อศอก นิ้วมือ ใบหู เป็นต้น อาการของโรคไตจากการเป็นโรคเกาต์มานาน อาจเกิดการสะสมของผลึกกรดยูริก จนเป็นนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือเกิดผลึกกรดยูริกในเนื้อเยื่อของไต ก่อให้เกิดภาวะไตอักเสบเรื้อรัง และภาวะไตวายได้

โรคข้ออักเสบ คืออะไร ?
โรคข้ออักเสบ (Arhritis) ที่พบบ่อยมีอยู่ 2 ชนิด คือ โรคข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบเรื้อรัง (Osteoarthritis) และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือปวดข้อรูมาตอยด์ (The Rumatoid arthritis) โรคข้อเสื่อมนั้นเกิดจากความทรุดโทรมของกระดูกอ่อนที่หุ้มข้อกระดูกค่อย ๆ หายไป ทำให้ข้อกระดูกเสียดสีกันเวลาเคลื่อนไหว จนเกิดอาการข้อยึด ส่งผลให้ปวดบริเวณข้อ โดยเฉพาะเวลาอากาศเย็น

ส่วนโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่สาเหตุที่พบบ่อยคือ เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติของร่างกาย เกิดการทำลายข้อต่อกระดูกของตนเอง และโรคนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย และเพศหญิงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้ได้มากกว่าเพศชาย ทั้งยังเป็นโรคเรื้อรังที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ไปตลอด

อาหารลดอาการ / เลี่ยงโรคข้ออักเสบ-เกาต์
การดูแลสุขภาพเพื่อบรรเทาอาการโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ด้วยการรับประทานอาหารก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพ โดยมีข้อแนะนำดังนี้

  1. ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง เพราะช่วยบำรุงข้อต่อกระดูกและลดอาการอักเสบตามข้อได้ มีข้อมูลจากงานวิจัยปริมาณไขมันทั้งหมด กรดโอเมก้า 6 และ กรดโอเมก้า 3 ในปลาทะเลและปลาน้ำจืดของไทย พบว่าปลาดุกมีกรดไขมันโอเมก้า 3 อยู่ที่ 0.46 กรัม มากกว่าปลากะพงขาว ซึ่งพบ 0.40 กรัม และต้องเลือกวิธีปรุงให้ถูกต้อง เพราะโอเมก้า 3 จะสูญสลายไปได้ง่ายหากผ่านความร้อนสูงจึงควรหลีกเลี่ยงการทอด
  2. รับประทานอาหารที่มีพลังงานต่ำเพื่อควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติให้มากที่สุด โดยควรรับประทานผักต่าง ๆ อย่างน้อย 400 กรัมต่อวันและควรบริโภคโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากเกินไป โดยเน้นโปรตีนไขมันต่ำ โปรตีนจากพืช
  3. หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เป็นต้น
  4. กินผลไม้สด เลี่ยงน้ำผลไม้เพราะมีน้ำตาลสูง
  5. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ 8 – 10 แก้วต่อวัน
  6. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เมนูอาหาร ลดความเสี่ยง/บรรเทาอาการโรคข้ออักเสบ-เกาต์
เมนูอาหารทำง่ายเพื่อเลี่ยงโรคข้ออักเสบและเกาต์

  1. น้ำพริกปลาดุกย่าง เริ่มต้นจากผสมน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทราย พริกขี้หนูซอย หอมแดงซอย ต้นหอมซอย ผักชีฝรั่ง ข้าวคั่ว และใบสะระแหน่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน คั่วพริกแห้ง หอมแดง กระเทียมพอเกรียม ตำพริกหยาบๆ ใส่หอมแดง กระเทียมตำให้ละเอียด ใส่เนื้อปลาดุกย่างลงไปตำรวมกันให้ละเอียด ปรุงรส น้ำปลา น้ำมะขาม น้ำตาล ชิมรสตามชอบ รับประทานแกล้มกับผักสดหรือผักลวก
  2. ลาบเต้าหู้ โดยใช้ส้อมยีเต้าหู้ให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วคั่วในกระทะจนแห้ง ผสมน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทราย พริกขี้หนูซอย หอมแดงซอย ต้นหอมซอย ผักชีฝรั่ง ข้าวคั่ว และใบสะระแหน่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน รับประทานแกล้มกับผักสด เป็นเมนูสุขภาพที่ได้คุณประโยชน์เพื่อหลีกเลี่ยงโรคข้ออักเสบ & เกาต์ และวิตามินและแร่ธาตุจากผักและปลาไปพร้อมๆ กัน

เพราะอาการปวดข้อ ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นข้ออักเสบหรือเกาต์ ดังนั้นการใส่ใจดูแลเรื่องการรับประทานอาหารคือหัวใจสำคัญ นอกจากนี้ควรหมั่นสังเกตตนเอง หากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์ผู้ชำนาญการโดยเร็วเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด

โรคหลอดเลือดสมองภัยเงียบที่ต้องเฝ้าระวัง

โรคเส้นเลือดในสมองตีบ นั้นจัดว่าเป็นภัยเงียบที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากอาการที่มักไม่แสดงออกอย่างเด่นชัด ไม่มีการเจ็บป่วยหรือแสดงอาการล่วงหน้า ซึ่งอันตรายมากในบางรายอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในทันทีหรือ เป็น “อัมพฤกษ์ – อัมพาต” ได้ ทีนี้เรามาดูสัญญาณอันตรายเสี่ยงหลอดเลือดสมองตีบกันค่ะ เพื่อจะได้ป้องกันก่อนจะสายเกินแก้

หลอดเลือดในสมองตีบ เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดสมองอย่างหนึ่ง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง สิ่งที่ทำให้เส้นเลือด หรือหลอดเลือดตีบ คือการที่มีลิ่มเลือดเข้าไปอุดตันในเส้นเลือด หรืออาจจะมีลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดสมอง และขยายใหญ่ขึ้นจนอุดตันเส้นเลือดในสมองหรือทำให้เส้นเลือดในสมองตีบจนเลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก ส่งผลให้การทำงานของสมองหยุดชะงัก ทำให้ให้เซลล์สมองถูกทำลายเสียหาย อาจกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตและอาจเสียชีวิตได้

โรคเส้นเลือดในสมองตีบ, หลอดเลือดสมองตีบ

สัญญาณอันตราย เสี่ยงหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

1. มีอาการชา หรืออ่อนแรงที่ใบหน้า และ/หรือบริเวณแขนขาครึ่งซีกของร่างกาย

2. พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว ขยับปากได้ไม่ปกติ น้ำลายไหล กลืนลำบาก

3. ปวด หรือเวียนศีรษะเฉียบพลัน และอาเจียน

4. ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือเห็นเพียงครึ่งซีก หรืออาจจะตาบอดข้างเดียวเฉียบพลัน

5. เดินเซ ทรงตัวลำบาก

อาการเหล่านี้อาจเกิดเพียงชั่วคราวแล้วหายไป อาจจะเกิดขึ้นหลายครั้งเป็นๆ หายๆ หรืออาจจะมีอาการตอนที่หลอดเลือดอุดตันจนมีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองไม่เพียงพอกะทันหัน จนทำให้สมองขาดเลือดถาวร ดังนั้นหากมีสัญญาณตามอาการดังกล่าวแม้เพียงครั้งเดียว ก็ควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยทันที เพราะหากไม่ถึงชีวิต ก็อาจมีความเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้เช่นกันค่ะ